
ทันสถานการณ์
กรมข้าวของบ 795 ล้านปี’57
กรมข้าวของบ 795 ล้านปี’57
นางลัดดาวัลย์ กรรณนุช รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้เสนอขอใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2557 ของโครงการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าข้าว จำนวน 795.56 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการที่ดี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการผลิตสินค้าข้าวให้เหมาะสมตามเขตเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีระบบการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อ ทั้งนี้ โครงการที่สำคัญๆ ของกรมข้าว คือ โครงการ Super Top of Thai Rice ในการผลิตข้าวที่ได้รับการรับรองขึ้นทะเบีบนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับในตลาดข้าวเฉพาะ ซึ่งเป็นตลาดระดับพรีเมียม และโครงการจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศไทย (Mapping) เป็นต้น
3.โครงการจัดทำเมืองต้นแบบการผลิตข้าว เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ รวม30 จุด ทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวพื้นเมืองเพื่อเปรียบเทียบระดับผลผลิตกับแปลงที่เกษตรกรปฎิบัติตลอดจนจัดทำเมืองต้นแบบการผลิตข้าวจังหวัดๆ ละ1 แสนไร่ ได้แก่ เขตปลูกข้าวหอมมะลิในจังหวัดสุรินทร์ และอุดรธานี, เขตปลูกข้าวขาว ในจังหวัดนครสรรค์และสุพรรณบุรี และเขตปลูกข้าวเหนียวในจังหวัดพะเยาและเชียงราย
4.โครงการสร้าง Super Top of Thai Rice เพื่อพัฒนาการผลิตข้าว GI 5 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปลูกใน 5 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, ศรีษะเกษ, มหาสารคาม และยโสธร ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์, ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง, ข้าวเหนียวดำลืมผัวเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ จังหวัดสระบุรี นอกจากนี้จะมีการพัฒนาข้าวอินทรีย์อีก 7 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จังหวัดร้อยเอ็ด, ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จังหวัดบุรีรัมย์, ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จังหวัดพะเยา, ข้าวสังข์หยดอินทรีย์ จังหวัดพัทลุง, ข้าวเหนียว กข6 อินทรีย์ จังหวัดอุดรธานี, ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และข้าวญี่ปุ่นอินทรีย์ จังหวัดพะเยา
5.โครงการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยการสร้างอาคารตรวจสอบและควบคุมคุณภาพข้าวที่มีบุคลากร เครื่องมือตรวจวิเคราะห์คุณภาพข้าวที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และพัฒนาระบบการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานสากล ISO/IEC: 17021 6.โครงการจัดตั้ง Thai Rice Intelligent Center เน้นการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านข้าวเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านข้าว และพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าว
สำหรับพื้นที่ภาคเหนือกรมการข้าวระบุว่าเหมาะสำหรับการปลูกข้าวขาวมากที่สุดรองลงมาคือข้าวเหนียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าหากเป็นต้นบนเหมาะกับการปลูกข้าวเหนียว ในขณะที่ตอนล่างคือทุ่งกุลาร้องไห้เหมาะกับการปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ส่วนภาคกลางส่วนมากเป็นข้าวจ้าว ข้าวขาว ทั้งข้าวกข. และข้าวปทุมธานี ทั้งหมดเป็นพื้นที่เขตชลประทาน
สำหรับผลผลิตข้าวฤดูการผลิตปี 2555/2556 มีการปลูกนาปี 61 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 27 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 1 ล้านตัน ส่วนข้าวนาปรังปี 2556 เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 13 ล้านไร่ ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 9.167 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปี 2555 จำนวน 4 ล้านไร่ หรือ 22% ซึ่งในปี 2555 ปลูกประมาณ 17 ล้านไร่
ร.ฟ.ท. จ่ออีออกชันสร้างทางคู่
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมรายละเอียดการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ทุกเส้นทางตามแผนงานที่กำหนด เพื่อเตรียมประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีออกชัน) รวม 6 เส้นทาง ในเดือน ก.ย.นี้ โดยเป็นการประกวดราคาพร้อมกันทุกเส้นทาง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 23 ปี จึงสามารถเปิดให้บริการได้ครบทั้งหมด
สำหรับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในทุกเส้นทางจะใช้รางขนาด 1 เมตร เท่ากับรางรถไฟที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะส่งผลให้รถไฟสามารถใช้ความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม. จากปัจจุบันที่ใช้ความเร็วได้ไม่มาก เนื่องจากต้องรอสับหลีก และสภาพทางรถไฟไม่สมบูรณ์มากนัก ด้วยผ่านการใช้งานมานานแล้ว
แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท. กล่าวว่า สำหรับรถไฟทางคู่ 6 เส้นทางแรก ที่จะดำเนินการ คือ 1.สายฉะเชิงเทราคลองสิบเก้าแก่งคอย ระยะทาง 106 กม. วงเงิน 11,348 ล้านบาท 2.สายมาบกะเบาชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 19,017 ล้านบาท 3.สายนครปฐมหนองปลาดุกหัวหิน ระยะทาง 165 กม.วงเงิน 17,856 ล้านบาท 4.สายลพบุรีปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กม. วงเงิน 10,938 ล้านบาท 5.สายนครราชสีมาขอนแก่น ระยะทาง 185 กม.วงเงิน 17,046 ล้านบาท และ6.สายประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระยะทาง 167 กม.วงเงิน 10,312 ล้านบาท รวมระยะทางที่จะดำเนินการในระยะแรกทั้งหมด 873 กม. วงเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 86,517 ล้านบาท
นอกจากนี้ ร.ฟ.ท. จะดำเนินงานระยะที่ 2 ตามแผนงานจะอยู่ระหว่างปี 25582563 มี 6 เส้นทางเช่นเดียวกัน คือ 1.สายแก่งคอยบัวใหญ่ ระยะทาง 220 กม.วงเงิน 18,075 ล้านบาท 2.สายนครสวรรค์ตะพานหิน ระยะทาง 69 กม. วงเงิน 6,259 ล้านบาท 3.สายหัวหินประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 89 กม. วงเงิน 5,499 ล้านบาท 4.สายชุมพรสุราษฎร์ธานี ระยะทาง 166 กม. วงเงิน 17,000 ล้านบาท 5.สายชุมทางถนนจิระอุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม.วงเงิน 23,174 ล้านบาท และ6.สายขอนแก่นหนองคาย ระยะทาง 172 กม. วงเงิน 14,877 ล้านบาท รวมระยะทาง 1,025 กม. วงเงินรวม 78,128 ล้านบาทสำหรับในช่วงที่ผ่านมา ร.ฟ.ท. ได้ผลักดันโครงการต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายโครงการมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. เมื่อเร็วๆ นี้ ได้อนุมัติให้จัดซื้ออะไหล่รถจักร รวมถึงการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ เพื่อให้บริการรถไฟมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมเตรียมหารือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ก่อสร้างทางรถไฟจากท่านาแล้งเวียงจันทน์ ระยะทาง 8 กม. ให้กับทาง สปป.ลาว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางในเส้นทางรถไฟดังกล่าวมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ผู้โดยสารจะต้องไปลงที่ท่านาแล้ง และต้องนั่งรถยนต์ต่อไปยังเวียงจันทร์ จึงไม่ได้รับความนิยมจากผู้โดยสารมากนัก เพราะไม่ได้รับความสะดวก หากสามารถเชื่อมโยงไปถึงเวียงจันทร์ได้ ก็จะช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางจากหนองคายสปป.ลาว มีมากยิ่งขึ้นด้วย
เตรียมเจรจาเอฟทีเอไทยอียู
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 47 มี.ค. 2556 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ จะเข้าร่วมกับคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเยือนสหภาพยุโรป (อียู) และสวีเดนอย่างเป็นทางการ โดยในระหว่างการเยือนอียู นายบุญทรง จะพบปะหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เพื่อหารือถึงการเตรียมการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยอียู อย่างเป็นทางการ ที่จะส่งผลดีกับประเทศไทยมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะเพื่อทดแทนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ไทยจะถูกตัดสิทธิสิ้นปี 2557 ส่วนข้อกังวลของหลายๆ ฝ่าย กระทรวงพาณิชย์ได้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม ขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาแล้ว พร้อมกันนี้ ไทยจะผลักดันให้อียูรับจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง เพิ่มเติมอีก หลังจากที่อียูได้รับจดทะเบียนจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของไทยไปแล้ว







