
Yield Curve ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (26 ก.พ.–1 มี.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 443,694 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 110,924 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 13% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 316,932 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 105,018 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,622 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (26 ก.พ.–1 มี.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 443,694 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 110,924 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 13% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 316,932 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 105,018 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,622 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับ พันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 4.3 ปี) LB155A (อายุ 2.2 ปี) และ LB145B (อายุ 1.2 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 29,435 ล้านบาท 21,533 ล้านบาท และ 12,638 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย รุ่น CIMBT217A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 1,002 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. รุ่น PTTC15OB (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 787 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โฮลซิม แคปปิตอล รุ่น HCT15NA (AA) มูลค่าการซื้อขาย 649 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังค่อนข้างนิ่งต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระทบตลาด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับข่าวการยุติมาตรการ QE ของสหรัฐ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐและยุโรปที่ประกาศออกมาล่าสุด มีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น จึงมีผลทำให้นักลงทุนบางส่วนปรับพอร์ตเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาผลการเจรจาตัดลดงบประมาณรายจ่าย (Sequestration) ของสหรัฐ ว่า จะสามารถหาข้อสรุปได้อย่างไร รวมไปถึงจับตาดูผลการเลือกตั้งในอิตาลี ที่สร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของยูโรโซนได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 21,160 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 8,481 ล้านบาท ทางด้านของนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 333 ล้านบาท







