
ส่องโอกาสสถาปนิกไทยโชว์ระดับภูมิภาค
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
หากกล่าวถึงการเจรจาการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีใน 7 วิชาชีพ การเจรจาของเวทีสถาปนิกดูจะมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนที่สุดในบรรดาทั้งหมด
ดวงฤทธิ์ บุนนาค ประธานอนุกรรมการด้านการต่างประเทศ สภาสถาปนิก กล่าวว่า สถาปนิกของแต่ละประเทศได้มองข้ามเรื่องการเสียโอกาสหลังเปิดให้เคลื่อนย้ายวิชาชีพสถาปนิกอย่างเสรีไปแล้ว เพราะแต่ละประเทศมีมาตรฐานวิชาชีพสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกัน และทุกฝ่ายเห็นประโยชน์มหาศาล จึงมีความพร้อมด้านหลักเกณฑ์ก่อนวิชาชีพอื่น
“นี่เป็นเรื่องที่เราเกาะเขา แล้วเขาก็เกาะเรา ในบรรดา 10 ประเทศอาเซียน เป็นที่ทราบกันว่าสถาปนิกไทยมีฝีมือออกแบบดี ได้คุณภาพเป็นลำดับต้นๆ จึงถือเป็นโอกาสของสถาปนิกไทยที่จะได้ออกไปทำงานในต่างประเทศ ขณะเดียวกันประเทศในอาเซียนก็ต้องพึ่งพาสถาปนิกไทยในการออกแบบเพื่อพัฒนาประเทศของตัวเอง และต้องพึ่งสถาปนิกไทยเมื่อเข้ามาลงทุนในบ้านเรา”
เขาเล่าต่อไปว่า ปัญหาสมองไหลไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของสถาปนิก ระบุว่า หลังเรียนจบจะต้องมีประสบการณ์ภาคปฏิบัติอย่างหลากหลายไม่ต่ำกว่า 10 ปี รวมถึงต้องมีผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่เด่นชัดไม่ต่ำกว่า 2 ปีอีกด้วย
ที่สำคัญการเคลื่อนย้ายสถาปนิกไทยไปยังอาเซียน เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ปัจจุบันมีสถาปนิกไทยทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมอยู่ในอาเซียนจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นลักษณะเดินทางไปมาระหว่างประเทศ ไม่ได้ไปทำงานระยะยาว การเปิดเคลื่อนย้ายเสรีครั้งนี้เป็นแค่ดำเนินการให้ทุกอย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังมีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อตกลงของสภาสถาปนิกอาเซียนว่าด้วยการทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียม (Reciprocal Framework) ระบุไว้ว่า การทำงานในประเทศอื่นต้องร่วมมือกับสถาปนิกของประเทศนั้นด้วย โดยใบอนุญาตให้ทำงานร่วมกันจะมีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น
“หลักเกณฑ์ที่ออกมา ไม่ได้มาเพื่อกีดกัน แต่มาเพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพ เพราะวิชาชีพสถาปนิกเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัย จึงไม่สามารถออกเป็นใบอนุญาตชั่วคราวหรือไม่ต้องร่วมมือกับคนในประเทศนั้นๆ ได้”
เขาเปรียบเทียบเรื่องการทำงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงเหมือน “การแต่งงาน” เพราะสถาปนิกอาเซียนที่จะเข้ามาทำงานในไทยต้องจดทะเบียนใบอนุญาตทำงานร่วมกับสถาปนิกไทย และหากจะทำโครงการอื่นๆ ต่อ ก็ต้องทำร่วมกับสถาปนิกคนเดิมที่จดทะเบียนด้วย รูปแบบการเข้ามาจึงน่าจะเป็นการเข้ามาอย่างมีจุดมุ่งหมาย หรือมีโครงการที่จะได้สิทธิรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ใช่เข้ามาทำทุกงาน
เขาย้ำด้วยว่า เมื่อสถาปนิกอาเซียนเข้ามาทำงานในไทย ไทยจะไม่เสียเปรียบ เพราะตามหลักแล้วผู้ที่ทำงานคู่กัน ควรจะต้องได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน
วิชาชีพสถาปนิกยังแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ตรงที่มีหน่วยงานคัดกรองระดับอาเซียน คือ สภาสถาปนิกอาเซียน การจะเข้าไปทำงานได้ในเบื้องต้น จึงต้องขึ้นทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียนก่อน
การขึ้นทะเบียนส่งผลให้ต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่เข้ามาเพิ่มเติม คือ ระบบการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง คือให้สถาปนิกแต่ละคนต้องพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เช่น เข้าร่วมอบรมสัมมนา หรือทำผลงานต่างๆ ตามเกณฑ์ จึงสามารถขึ้นทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียน
ปัจจุบันไทยมีสถาปนิกอยู่ทั้งสิ้นราว 1.9 หมื่นคน โดยมีบุคคลที่ยังเคลื่อนไหวในวิชาชีพราว 3,000-5,000 คน ภายในปีนี้จะเริ่มเปิดรับสมัครผู้มีคุณสมบัติถึงเกณฑ์เป็นสถาปนิกอาเซียน และไทยน่าจะมีสถาปนิกอาเซียนในปีนี้ราว 400-500 คน
ในแง่ของสถาปนิกเอง ดวงฤทธิ์ มองว่า มีเรื่องที่ต้องปรับตัวไม่มาก เพราะทักษะภาษาอังกฤษของสถาปนิกไทยก็อยู่ในขั้นพอใช้ และน่าจะมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับคนชาติอื่นอยู่บ้างแล้ว แต่ปัญหาของสถาปนิกไทยคือการบริหารจัดการให้ได้มาตรฐานสากล และการจัดทำเอกสารต่างๆ รวมถึงการนำเสนอผลงานให้น่าสนใจ ส่วนเรื่องภาษาอื่นในอาเซียน เชื่อว่ายังไม่มีความจำเป็นมากนัก
สำหรับแผนการดำเนินงานของสถาปนิกอาเซียนนับจากนี้ เรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องเร่งทำ คือ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่สถาปนิก ซึ่งสภาสถาปนิกยังให้ความรู้ได้ไม่ทั่วถึง เพราะติดขัดหลายอย่าง เช่น งบประมาณไม่พอ หากภาครัฐสนับสนุนเพิ่ม ก็น่าจะดีขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว ดวงฤทธิ์ ย้ำว่า เวทีอาเซียนจะเป็นโอกาสให้สถาปนิกไทยได้พัฒนาฝีมือ และทำให้สถาปนิกได้เป็นสถาปนิกอย่างแท้จริง







