
ฟันธงหุ้นไทยแพง!
มอร์แกน สแตนเลย์ ลดเกรดลงทุนหุ้นไทยเหลือน้อยกว่าตลาด ยันแพง เกิดภาวะซื้อมากเกิน
มอร์แกน สแตนเลย์ ลดเกรดลงทุนหุ้นไทยเหลือน้อยกว่าตลาด ยันแพง เกิดภาวะซื้อมากเกิน
ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงสวนทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ขึ้นมารับข่าวดีนายเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมายืนยันว่า ต้องมีการอัดฉีดเงินผ่านโครงการซื้อพันธบัตรต่อไป โดยปรับลดลงมาปิดที่ 1,518.05 จุด ลดลง 12.27 จุด หรือลดลง 0.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 58,242.09 ล้านบาท ดัชนีแกว่งตัวฟื้นขึ้นมาช่วงสั้นในช่วงเช้าก่อนปรับตัวลดลงมาติดลบ โดยแรงขายมาจากนักลงทุนทุกกลุ่มยกเว้นนักลงทุนสถาบันในประเทศที่เข้าซื้อ 1,324 ล้านบาท
การปรับลดของดัชนีหุ้นไทยในครั้งนี้ เกิดจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มอร์แกน สแตนเลย์ ที่ทบทวนอันดับการลงทุนของตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น โดยลดน้ำหนักหุ้นไทย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ไต้หวัน บราซิล และเม็กซิโก
แต่ไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นรัสเซีย จีน โปแลนด์ เปรู โมร็อกโก และออสเตรเลีย
ทั้งนี้ อันดับความน่าลงทุนของหุ้นไทยลดลงจากอันดับ 12 เป็นอันดับ 23 โดยให้เหตุผลว่า ราคาแพง และในทางเทคนิคเรียกว่าเกิดภาวะซื้อมากจนเกินไป
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยอมรับว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ในระยะสั้นทำให้มีความน่าสนใจในการลงทุนน้อยลง โดยสัดส่วนราคาต่อกำไร |(พี/อี) ของหุ้นไทยปัจจุบัน 14.25 เท่า ใกล้เคียง พี/อี ดัชนีหุ้นภูมิภาคเอเชียที่ 15 เท่า ยังอยู่ในระดับที่สมเหตุผลในขณะที่ พี/อี หุ้นฟิลิปปินส์สูงถึง 18 เท่า
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสูงขึ้นของราคาหุ้นไทยทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยไม่สามารถปรับขึ้นไปได้ทัน แม้ว่าศักยภาพหุ้นไทยยังได้ดีจากการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและการเมืองที่ค่อนข้างมั่นคง
ดังนั้น จึงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นรายตัวที่พื้นฐานดีและราคายังไม่แพงในกลุ่มเทคโนโลยี วัสดุก่อสร้าง ที่ได้ดีจากโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐ
นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ความเห็นว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 28 ก.พ. คาดว่า ดัชนีจะผันผวน อาจจะมีลักษณะแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาในช่วงแรก และมีแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงท้าย เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุนหรือกดดันตลาดในระยะนี้ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าการเจรจาตัดลดงบประมาณของสหรัฐที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 มี.ค.นี้ รวมถึงความชัดเจนของการเมืองในอิตาลี ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้ตลาดและการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ในยูโรโซน
“ดัชนีน่าจะแกว่งตัวผันผวน เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยลบและปัจจัยบวกเข้ามากระทบการลงทุนในระยะนี้ ดัชนีจะมีแรงซื้อแบบเก็งกำไรในช่วงแรกและอาจจะเทขายทำกำไรในช่วงปลาย
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือเรื่องความชัดเจนการตัดลดงบประมาณของสหรัฐ รวมถึงเรื่องการเลือกตั้งในอิตาลี ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้ง” นายสมชาย กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรแบบขึ้นขายลงซื้อ ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ 1,515 จุด แนวรับถัดไปไว้ที่ 1,510 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,524 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,528 จุด
รายงานฟิลิปฟันด์ซูเปอร์มาร์ท มีมุมมองว่า สถานการณ์ปัญหาหนี้ยุโรปยังคงมีความเสี่ยง หลังจากอิตาลีมีปัญหาด้านการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาหนี้ในยูโรโซน ขณะที่ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงเข้าสู่จุดที่เป็นแนวรับในรอบนี้บริเวณ 1,550-1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็นจังหวะที่ดีสำหรับการเข้าสะสมกองทุนทองคำเพิ่มเติมในรอบนี้ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยกองทุนที่แนะนำยังคงเป็นกองทุน K-GOLD ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย และกองทุน T-GoldBullion-H ของ บลจ.ธนชาต โดยทั้งสองกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
“เรามองว่ามีโอกาสที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยงจะมีความผันผวนสูงในสัปดาห์นี้ จากความกังวลทางการเมืองในอิตาลี เราคงต้องจับตามองสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ต่อไป รวมถึงการเจรจาปรับลดงบรายจ่ายของสหรัฐ”







