
ส่องโอกาส ตลาดอัญมณี
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะช่วยเปิดประตูโอกาสในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคนี้อย่างมหาศาล
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะช่วยเปิดประตูโอกาสในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคนี้อย่างมหาศาล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์โอกาสและความน่าสนใจในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน พบว่า ตลาดการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ภายในอาเซียนคึกคักมากขึ้น เห็นได้จากเมื่อปี 2554 มีมูลค่าการค้ากว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ยอดนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับภายในอาเซียนขยายตัวถึง 24.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าจากไทยขยายตัวถึง 69% สูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ภาพรวมการค้าส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้ามากกว่าส่งออก แสดงว่าตลาดการค้าภายในอาเซียนเปิดรับสินค้าในกลุ่มกันเองมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปี 2556 มูลค่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ภายในอาเซียนน่าจะมีโอกาสพุ่งไปอยู่ที่ระดับ 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี 20% ในช่วงปี 2556-2558
แม้ว่าอาเซียนจะเป็นตลาดเล็ก แต่ศักยภาพเติบโตสูง เมื่อมองการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยไปยังอาเซียนในปี 2555 มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดคิดเป็นมูลค่าส่งออกทั้งสิ้น 119.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35% สวนทางกับการส่งออกโดยรวมที่ขยายตัวเพียง 1.7%
สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังอาเซียน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันที่โดดเด่น ทั้งกลุ่มเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับเทียม เพชร และพลอยสี โดยมีตลาดปลายทางสำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งแม้ปัจจุบันอาเซียนจะเป็นตลาดที่เล็ก มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% ของมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดโลก แต่ก็สะท้อนถึงโอกาสอีกมาก
ปัจจัยที่สำคัญคือ ระดับอุปสงค์การบริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในอาเซียนที่เพิ่มขึ้น ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของชนชั้นกลาง ทำให้รายได้ประชากรเพิ่มขึ้น บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคในสังคมที่ชื่นชอบการแต่งกาย และค่านิยมที่มีต่อเครื่องประดับ สร้างโอกาสในการบุกตลาดมากขึ้น
โดยกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจะเข้าไปเจาะตลาด ได้แก่ กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง วัยทำงาน และนักท่องเที่ยว ที่อาศัยในเมืองหลวง หัวเมืองสำคัญ และเมืองท่องเที่ยว
ผู้ประกอบการควรจะเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า ขณะที่กลยุทธ์ในการเจาะตลาดจะมีความแตกต่างกันไป เช่น ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง ควรให้ความสำคัญกับนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพสูง ชิ้นงานที่มีความประณีต ดีไซน์ทันสมัย และมีระบบรับรองจากสถาบันที่มีชื่อเสียง เพราะนอกจากจะเจาะตลาดผู้บริโภคในประเทศแล้ว ยังมีโอกาสในการทำธุรกิจในรูปแบบเทรดดิง เพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สามได้
ส่วนกลุ่มประเทศที่มีรายได้ไม่สูงมาก ควรเน้นเครื่องประดับที่มีคุณภาพและการออกแบบที่ทันสมัย ภายใต้ระดับราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ไกลเกินเอื้อม
ที่ผ่านมาไทยยังให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนค่อนข้างน้อย เนื่องจากพุ่งเป้าไปที่ตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐ แต่ภาวะเศรษฐกิจภายในภูมิภาค ประกอบกับแรงหนุนจากการก้าวเข้าสู่เออีซีในปี 2558 น่าจะเป็นโอกาสที่ไทยจะหันมาสนใจอาเซียน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ไปยังอาเซียนปี 2556 จะพุ่งไปอยู่ที่ระดับ 170 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวถึงร้อยละ 40.0 (YoY) และน่าจะมีโอกาสพุ่งไปแตะที่ระดับ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2558
ไม่เพียงแง่การค้า แต่เออีซีจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศในอาเซียนได้เพิ่มขึ้น และสามารถใช้ประเทศในอาเซียนเป็นทางผ่านในการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศนอกอาเซียนได้เช่นกัน โดยประเทศเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ที่มีทรัพยากรด้านนี้เป็นจำนวนมาก
แต่ก็มีความท้าทายจากการมีผู้เล่นหลากหลาย ความแตกต่างของกฎระเบียบและพฤติกรรมของผู้บริโภคแฝงอยู่







