
ฮักเกิลเบอร์รี ไบค์ แค่กล้าเริ่มก็สำเร็จแล้ว
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
เชื่อได้ว่าไม่ว่าจะเปิดตำราเคล็ดลับความสำเร็จในการทำธุรกิจเล่มไหน ก็คงระบุไว้ตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการมือใหม่ต้องมีก่อนเริ่มทำธุรกิจก็คือ การมีเงินลงทุนซัพพอร์ต ทำเลร้านดี ตลอดจนถึงมีสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นต้น
แต่หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ใช่ว่าธุรกิจจะไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป
พิสูจน์จากเส้นทางความสำเร็จของ “ฮักเกิลเบอร์รี ไบซิเคิล” ร้านขายจักรยานสุดแนวในเมืองซานฟรานซิสโก ของ 3 หนุ่มนักปั่นชาวอเมริกัน ได้แก่ ไบรอัน สมิท โจนาส แจ็กเกิล และแซค สแตนเดอร์ ที่นับว่าฉีกสูตรสำเร็จการทำธุรกิจโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้ เมื่อปี 2010 ร้านฮักเกิลเบอร์รียังเป็นเพียงคอนเซปต์บนแผ่นกระดาษ ผู้ประกอบการทั้ง 3 คน มีจุดอ่อนสำคัญ 3 ประการ ไล่เรียงตั้งแต่ การไร้ซึ่งเงินเก็บ เพื่อร่วมลงขันเป็นเงินลงทุนเบื้องต้น
ด้วยเหตุนี้ แจ็กเกิลและสแตนเดอร์ ในฐานะอดีตลูกจ้างร้านขายจักรยาน จึงอาสาคำนวณเงินลงทุนเบื้องต้นไว้อย่างละเอียด ก่อนไปขอเงินกู้จากธนาคาร เพื่อควบคุมสัดส่วนการขอเงินกู้ให้อยู่ในกรอบเท่าที่ “จำเป็น” มากที่สุด
คือ นอกจากค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าตกแต่งร้าน ค่าใช้จ่ายการซื้อสินค้าเบื้องต้น ตลอดจนรายจ่ายในแต่ละเดือน ทั้งค่าเช่าร้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ และวงเงินหมุนเวียนฉุกเฉินแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ก็ถูกลดเหลือเพียงการจ้างผู้ช่วยอีก 1 คน เพราะเจ้าของหนุ่มทำงานส่วนที่เหลือเองทั้งหมด ส่งผลให้เงินทุนก้อนแรกที่ต้องกู้ธนาคารอยู่ที่ราว 33.5 แสนปอนด์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเงินลงทุนเปิดร้านจักรยานไซส์เท่ากันเฉลี่ยที่ราว 5 แสนปอนด์
นอกจากเงินทุนก้อนแรกที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ฮักเกิลเบอร์รียังมีทำเลร้านที่ตั้งอยู่ในย่านที่ได้ชื่อว่า “แย่ที่สุด” ในซานฟรานซิสโก เนื่องจากเต็มไปด้วยแหล่งเที่ยวกลางคืน และมีรายงานการเกิดเหตุอาชญากรรมในพื้นที่เป็นครั้งคราว แต่เพราะต้องการร้านที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติในราคาที่พอเอื้อมถึง ส่งผลให้ทั้ง 3 ต้องเลือกทำเลนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และจุดอ่อนประการสุดท้าย คือ “อุปสรรคด้านคู่แข่งขันในอุตสาหกรรม” เนื่องจากซานฟรานซิสโกเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิต ที่นักท่องเที่ยวนิยมปั่นจักรยานเที่ยวชมเมือง จึงมีร้านเช่าและขายจักรยานคู่แข่งเกิดขึ้น เพื่อตอบสนองตลาดจำนวนมาก
ทว่า แม้ร้านจักรยานในฝันจะเต็มไปด้วยจุดอ่อน แต่ฮักเกิลเบอร์รีก็ฝ่าฟันอุปสรรคได้ โดยใน 3 เดือนแรกสามารถทำกำไรได้มากขึ้น จนเจ้าของ 3 คน จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองได้ และจ้างพนักงานเพิ่มรวม 12 คน โดยที่ไม่ได้แตะเงินทุนฉุกเฉินเลย
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ธุรกิจฮักเกิลเบอร์รีประสบความสำเร็จ ก็เพราะจุดอ่อนในวันนั้นถูกทดแทนด้วยจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจจนถึงแก่น ทั้งการติดต่อกับผู้ผลิตจักรยานโดยตรงเพื่อรับข้อเสนอทางธุรกิจที่ดี ตลอดจนคำนวณส่วนต่างของทุนกับยอดขายอย่างแม่นยำเพื่อจัดทำบัญชีไว้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ 3 นักปั่นยังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จัดการธุรกิจให้เป็นประโยชน์ ด้วยการดำเนินธุรกิจผ่านแอพพลิเคชันที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ เช่น “เมอร์แชนต์โอเอส” ซึ่งช่วยจัดระบบคลังสินค้าและยอดขายให้เป็นระเบียบ และช่วยให้ร้านเช็กข้อมูลสินค้าจากผู้จัดส่งสินค้า และสินค้าในคลังผ่านทางสมาร์ตโฟน ในราคาเพียง 50 เหรียญสหรัฐต่อเดือน
และปัจจัยความสำเร็จสุดท้าย คือ การให้บริการลูกค้าด้วย “ใจ” ซึ่งกลายเป็น “จุดขาย” ของฮักเกิลเบอร์รี เห็นได้จากฟีดแบ็กของลูกค้า ที่ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สบายใจและกล้าที่จะเข้ามาใช้บริการที่ฮักเกิลเบอร์รี แม้จะมีตัวเลือกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้มากกว่าก็ตาม
แต่นอกเหนือจากความรู้และความรักในการทำธุรกิจแล้ว 3 หนุ่มนักธุรกิจไฟแรงฝากทิ้งท้ายว่า ความกล้าที่จะลงมือทำโดยไม่กลัวล้มเหลวนั้น ถือเป็นเคล็ดลับการทำธุรกิจที่สำคัญที่สุดแล้ว
“ถ้าพวกเราเริ่มทำธุรกิจโดยวางแผนสำรองเผื่อว่าเราจะล้มเหลว เราคงไม่กล้าเริ่มทำอะไรเลย เราท่องไว้อย่างเดียวว่า เราต้องไม่ล้มเหลว”







