
ปั้นตลาดบ้าน 5 ล้าน รับต้นทุนพุ่ง เศรษฐกิจหุ้นเกิดใหม่
การที่ตลาดที่อยู่อาศัยปีงูเล็กต้องเผชิญกับต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งกระฉูดทั้งในราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการหลายค่ายส่งสัญญาณชะลอการเปิดตัวบ้านในระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเคยเป็นสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนตลาดมานานถึง 3 ปี พร้อมกับหันมาเน้นทำตลาดให้กับบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น
การที่ตลาดที่อยู่อาศัยปีงูเล็กต้องเผชิญกับต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งกระฉูดทั้งในราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการหลายค่ายส่งสัญญาณชะลอการเปิดตัวบ้านในระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเคยเป็นสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนตลาดมานานถึง 3 ปี พร้อมกับหันมาเน้นทำตลาดให้กับบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มที่อยู่อาศัยปีนี้ กลุ่มบ้าน 5 ล้านบาท ขึ้นไปคงมาแรงจากการผลักดันของผู้ประกอบการ เพราะต่างไม่อยากเล่นในตลาดต่ำกว่า 5 ล้านบาท ที่นับวันจะมีกำไรบางลงไปทุกที ยักษ์ใหญ่รายแรกๆ ที่ออกมาส่งสัญญาณหนีตลาดบ้านถูกต้องยกให้พี่ใหญ่ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ที่ขอกลับไปสู่ตลาดที่คุ้นเคยดีกว่า
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่งจะกระโดดมาร่วมวงตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท ได้ไม่นานในช่วงตลาดดังกล่าวบูมสุดๆ แต่เวลานี้แม้กำลังซื้อในตลาดต่ำกว่า 3 ล้านบาท จะเป็นฐานใหญ่ และความต้องการไม่ได้ลดลงเลย แต่วันนี้ทั้งต้นทุนที่ดินและต้นทุนก่อสร้างเริ่มที่จะไม่เอื้ออำนวย
แม้แต่เจ้าตลาดบ้านระดับกลางล่างอย่าง “พฤกษา” ผู้เคยมีพอร์ตบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท มากถึง 80% ยังเอาไม่อยู่ ในปีนี้ประกาศหนีตลาดต่ำ 3 ล้านบาท และเตรียมบุกหนักบ้าน 310 ล้านบาทขึ้นไปแทน โดยเฉพาะกลุ่ม 57 ล้านบาท จะเห็นแบรนด์พฤกษาไปปักธงมากขึ้น
“เรามีสินค้าทุกกลุ่ม ครอบคลุมทุกความต้องการ แต่ในแต่ละปีตลาดก็จะมีเทรนด์ว่าจะไปในทิศทางไหน เราก็แค่ขยับไปทำในกลุ่มนั้นให้มากขึ้น อย่างปีนี้เรามองว่ากลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไปจะมาแรง เราก็แค่เพิ่มพอร์ตสินค้ากลุ่มนี้ให้มากขึ้น” ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าว
ปีนี้พฤกษาจะมีสินค้าที่เป็นเรือธงในการทำตลาดกลางบนหลายโครงการ เช่น โครงการที่พัฒนาการ 32 จะมีบ้านเดี่ยวราคา 715 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมจะมีแบรนด์ใหม่ระดับราคา 1.41.5 แสนบาทต่อ ตร.ม. อยู่ในซอยเกษมสันต์ 3 ย่านปทุมวัน ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมหรู
ขณะที่บ้านบีโอไอหรือบ้านที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอตามเงื่อนไขราคาขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ต้องยอมรับว่าพฤกษาจะมีสินค้ากลุ่มนี้ขายน้อยลง คาดว่าปีนี้คงมีเหลือขายประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น
ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า เทรนด์ของตลาดที่ผู้ประกอบการจะขยับไปทางกลุ่ม 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนที่ดินและต้นทุนก่อสร้าง ทำให้สร้างบ้านต่ำกว่า 35 ล้านบาท ในทำเลดีๆ ได้ยากขึ้น
แต่อีกส่วนหนึ่งจะเห็นว่าตลาดบ้าน 5 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มกลับมามีความต้องการที่สูงขึ้น เพราะกลุ่มพนักงานที่มีรายได้สูง ผู้บริหารระดับสูงจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและเงินจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงทะลุ 1,500 จุด เศรษฐีหุ้นรายใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะนำเงินมาซื้อที่อยู่อาศัยราคาแพงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
“ตลาดที่อยู่อาศัยเติบโตจากกลุ่มกลางล่างมาหลายปีแล้ว ปีนี้และปีหน้าตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยที่อยู่อาศัยระดับกลางบนแทน โดยปีนี้พฤกษาจะเพิ่มสินค้ากลุ่มกลางบนเป็น 30% จากที่ผ่านมามีสินค้ากลุ่มดังกล่าวเพียง 10% เท่นนั้น”
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากลุ่มบ้านต่ำกว่า 35 ล้านบาท เป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโต มีสัดส่วนมากถึง 70% ของตลาดที่อยู่อาศัยทั้งหมด ส่วนตลาด 5 ล้านบาทขึ้นไป ชะลอตัวไปนานกว่า 3 ปี จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความต้องการของบ้านต่ำกว่า 35 ล้านบาท ที่สูงกว่า
ประเสริฐ กล่าวว่า หากวิเคราะห์จากสถิติ ตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในปี 2551 ระดับราคา 12 ล้านบาท มีมูลค่าเพียง 3.5 หมื่นล้านบาท แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยจะเห็นได้ชัดจากตลาดคอนโดมิเนียม เพราะเพิ่มขึ้นจาก 1.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2551 เป็นเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2555
นอกจากนี้ การขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัดจะเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนที่น่าสนใจในปีนี้ โดยจะเห็นว่าผู้ประกอบการจากส่วนกลางให้ความสนใจขยายการลงทุนไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น เพราะล้วนมองเห็นว่าเศรษฐกิจต่างจังหวัดที่ดีขึ้นจากผลผลิตทางการเกษตร นโยบายรับจำนำข้าว ราคายาง ทำให้มีเศรษฐีภูธรเพิ่มขึ้น
ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2556 จะเป็นอีกปีที่สดใส มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากการขับเคลื่อนด้วยตลาดระดับกลางบนและตลาดต่างจังหวัด คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 6.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าตลาดบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.1 แสนล้านบาท และตลาดต่างจังหวัดอีก 3.1 แสนล้านบาท







