posttoday
หุ้นไทยแซงสิงคโปร์

หุ้นไทยแซงสิงคโปร์

27 กุมภาพันธ์ 2556

ตลาดหุ้นไทยแซงหน้าสิงคโปร์หลายตัว กองทุนต่างชาติมองข้ามการลงทุนไม่ได้แล้ว “จรัมพร” เห็นด้วยซิลลิง 100%

ตลาดหุ้นไทยแซงหน้าสิงคโปร์หลายตัว กองทุนต่างชาติมองข้ามการลงทุนไม่ได้แล้ว “จรัมพร” เห็นด้วยซิลลิง 100%

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงานสัมมนา SCB Investment Symposium Thailand Outlook 2013 เรื่อง “ทิศทางตลาดทุนไทยและการลงทุนไทยสู่ AEC” ว่า เดือน ก.พ.นี้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงแซงหน้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ไปแล้ว โดยดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นมา 10.65% ปิดเหนือระดับ 1,500 จุด และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ 20%

นอกจากนั้น นับตั้งแต่ต้นปี 2555 ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นขนาดใหญ่สภาพคล่องสูงเท่าสิงคโปร์ จำนวน 23 บริษัทและปีนี้เพิ่มขึ้นมา 27 บริษัทเท่ากับสิงคโปร์ จึงไม่มีกองทุนต่างชาติไหนมองข้ามการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยเพียง 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท น้อยกว่าสิงคโปร์ที่อยู่ที่ 765 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายในสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 15 เท่า ยังไม่สูงนัก เนื่องจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมีความสามารถในการทำกำไรที่คาดว่าจะเติบโตปีนี้ 14% ทำให้ดัชนีหุ้นไปต่อได้ตามภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียที่เติบโตสูง

อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงว่ามีหุ้นร้อนแรงจำนวนมากที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานโดยมีพี/อีสูงเกิน 40 เท่า ถ้าจะให้พื้นฐานโตได้ทัน กำไรต้องก้าวกระโดดทุกปี ปีละ 30% ใน 3 ปีข้างหน้าจึงเป็นไปได้ยาก

นายจรัมพร กล่าวว่า ปี 2555 มีหุ้น 24 บริษัทที่มีพี/อีเกิน 40 เท่า มาร์เก็ตแคปแสนล้านบาท มีหุ้นหมุนเวียนในมือนักลงทุนที่ไม่ใช่เจ้าของถึง 5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีหุ้นทั้งหมด 72 บริษัท พี/อีเกิน 40 เท่า มาร์เก็ตแคป 6 แสนล้านบาทในจำนวนนี้มี 50 บริษัทขาดทุน

“ปัจจัยพื้นฐานสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ อย่างนี้เรียกว่าฟองสบู่ กระดาษแผ่นเดียวกันแต่มูลค่ากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อยากให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปถือหุ้นพื้นฐานดีบ้าง เกรงว่าจะถืออยู่ในหุ้นประเภทเดียวที่จะมีปัญหาการลงทุนในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ผมอยากให้นักลงทุนอยู่กับเรานานๆ” นายจรัมพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าหุ้นพี/อีเกิน 40 เท่า จะเสี่ยงทุกบริษัท แต่อยากให้นักลงทุนรู้ระดับความเสี่ยง รู้เขา และดูคำเตือนสำหรับหุ้นที่ให้ซื้อขายเงินสดล่วงหน้า

ส่วนกรณีที่ชมรมวาณิชธนกิจ นัดหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์กำหนดราคาซิลลิงและฟลอร์ของหุ้นเข้าใหม่ในวันแรก จาก 200% เหลือ 100% ในวันที่ 27 ก.พ.นี้ นายจรัมพร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังมีความเห็นแตกต่างกัน ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้ราคาหุ้นวันแรกเหลือ 100% เพื่อลดความร้อนแรงของราคา และหากหุ้นตัวใดมีพื้นฐานที่ดีจริงราคาก็สามารถปรับตัวขึ้นชนซิลลิงในวันต่อๆ ไปวันละ 30% รวม 3 วันก็ขึ้นไปถึง 200%

“ผมคิดว่าหากใช้ซิลลิง 100% จะทำให้นักลงทุนมีเวลาคิดบ้าง แต่บางคนอาจจะเห็นว่าการเปลี่ยนซิลลิงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และอาจจะทำให้หุ้นที่ควรจะขึ้น 105-110% เสียโอกาสก็ได้ เรื่องนี้จึงต้องหารือกัน” นายจรัมพร กล่าว

น.ส.ศิริยศ จุฑานนท์ ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ ได้เขียนบทความเรื่อง “ข้อควรระวังในภาวะตลาดหุ้น Bull Market” ว่า นักลงทุนโดยรายย่อย ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจมีการเก็งกำไรหรือสร้างราคาหุ้น โดยควรระมัดระวังหุ้นที่มาร์เก็ตแคปต่ำ เพราะขาดบทวิเคราะห์ทำให้ไม่รู้ราคาพื้นฐาน รวมถึงหุ้นที่มีพี/อีสูง เนื่องจากสะท้อนถึงราคาได้ปรับขึ้นมากจนอาจไม่สะท้อนผลกำไรที่ควรเป็น และนักลงทุนระวังหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายรายวันที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความพยายามในการสร้างราคาหุ้น

ด้าน น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ควรดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เข้าไปลงทุน

วันที่ 26 ก.พ. 2556 หุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,530.32 จุด ติดลบ 9.81 จุด หรือ 0.64% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายถึง 64,372.84 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติทิ้งถึง 2,509 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน