posttoday
ด้านสว่างที่มองเห็นเมื่อไฟดับ

ด้านสว่างที่มองเห็นเมื่อไฟดับ

26 กุมภาพันธ์ 2556

สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวกรุงเทพฯ ไม่แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เมื่อกระทรวงพลังงานออกมาประกาศว่าเดือน เม.ย. ฤดูการใช้ไฟที่พีกสุดแห่งปี อาจต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์กระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ ที่อาจจะส่งผลให้มีความจำเป็นต้องดับไฟในบางพื้นที่ รวมถึงบางส่วนของ กทม. อันเป็นผลมาจากแหล่งผลิตก๊าซยาดานาในพม่าต้องปิดซ่อมแท่นขุดเจาะ และไม่สามารถส่งก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึง 70% ใสูงถึง 70% ให้กับประเทศไทยได้ ทำให้ไทยต้องหามาตรการรับมือกับภาวะไฟฟ้าที่อาจติดๆ ดับๆ อย่างเร่งด่วน

สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวกรุงเทพฯ ไม่แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เมื่อกระทรวงพลังงานออกมาประกาศว่าเดือน เม.ย. ฤดูการใช้ไฟที่พีกสุดแห่งปี อาจต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์กระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ ที่อาจจะส่งผลให้มีความจำเป็นต้องดับไฟในบางพื้นที่ รวมถึงบางส่วนของ กทม. อันเป็นผลมาจากแหล่งผลิตก๊าซยาดานาในพม่าต้องปิดซ่อมแท่นขุดเจาะ และไม่สามารถส่งก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึง 70% ใสูงถึง 70% ให้กับประเทศไทยได้ ทำให้ไทยต้องหามาตรการรับมือกับภาวะไฟฟ้าที่อาจติดๆ ดับๆ อย่างเร่งด่วน

อันที่จริงการปิดซ่อมแท่นขุดเจาะไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น แต่เนื่องจากการปิดซ่อมครั้งนี้มาเร็วตรงกับช่วงที่คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาฤดูที่ร้อนที่สุดของไทยพอดิบพอดี และมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุด การหยุดส่งก๊าซจากประเทศพม่าครั้งนี้เลยดูตื่นเต้นกว่าทุกที และกลายเป็นวาระแห่งชาติไปในทันใด

แต่ในวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นย่อมมีบทเรียนดีๆ แฝงไว้เสมอ เริ่มจากการที่รัฐบาลต้องลุกขึ้นมากุลีกุจอหามาตรการรับมือไฟฟ้าขาดแคลนอย่างเร่งด่วน ก็เป็นบทเรียนว่าจากนี้ต่อไปในทุกโครงการ รัฐบาลควรมีแผนสำรอง หรือแพลนบี เหมือนเซิร์ฟเวอร์ หรือโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ที่ไม่ได้ฝากชะตาไว้ที่จุดๆ เดียว แต่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังจุดสำรองต่างๆ เสมอ

สถานการณ์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่กังวลกันอยู่นี้ สะท้อนว่า ที่ผ่านมารัฐดูจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของการเตรียมแผนสำรองอย่างจริงจัง ไม่ได้มีการจำลองสถานการณ์ว่า หากเกิดวิกฤตเช่นครั้งนี้ควรจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งการไม่ได้เตรียมการณ์ล่วงหน้า ทำให้คนไทยทั้งประเทศพลอยต้องตื่นตระหนกไปตามๆ กัน

แนวทางการป้องกันการใช้ไฟฟ้าสูงจนอาจเกิดสถานการณ์กระแสไฟไม่เพียงพอแนวทางหนึ่ง คือ การเปิดปิดไฟเป็นเวลา หรือการที่ห้างสรรพสินค้าต้องเปิดช้าและปิดเร็วขึ้น แม้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่ในอีกมุมก็ทำให้คนในประเทศได้เรียนรู้ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องตระหนักถึงการใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีค่ามากที่สุด ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงแต่โครงการรณรงค์อันสวยหรู แต่ไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

หากเราสามารถประหยัดน้ำ ประหยัดไฟได้ เราก็จะประหยัดส่วนอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์สมาร์ตดีไวซ์ทั้งหลาย ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ ที่ทุกวันนี้คนไทยเสพติดมากเกินความจำเป็น และหากลองนึกให้ดี อุปกรณ์เหล่านี้นี่เอง ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง บางคนเล่นอุปกรณ์เหล่านี้ตลอดเวลา สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากมายเหลือเกิน

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น กล่องรับสัญญาณดาวเทียม เราเตอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ บ่อยครั้งที่หลายคนมักเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้งานหรือไม่ เหล่านี้หากเราใส่ใจสักนิด ถอดปลั๊กออกเมื่อไม่ได้ใช้ น่าจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้บ้าง แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่หากทำร่วมกันหลายๆ คน ก็ช่วยประหยัดได้มาก อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เหล่านั้นได้ด้วย

เมื่อประเทศเสี่ยงที่อาจจะต้องเจอกับสถานการณ์ “ไฟดับ” ในครั้งนี้ จะดีไหมหากเราถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองมองด้านสว่างอีกมุม แล้วจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยากที่คนไทยจะผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน เพราะเรื่องตื่นเต้นกว่านี้ วิกฤตกว่านี้ ก็ยังมีบทเรียนและร่วมฟันฝ่ากันมาแล้ว ไฟดับแค่นี้ เบา เบา ใช่มั้ยล่ะ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน