posttoday
หุ้นไทยยังซื้อได้...แต่ต้องมองยาว

หุ้นไทยยังซื้อได้...แต่ต้องมองยาว

25 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...เจียรนัย อุตะมะ / โสภาวดี ธเนตปราโมทย์

โดย...เจียรนัย อุตะมะ / โสภาวดี ธเนตปราโมทย์

ตลาดหุ้นไทย 55 วันแรกของปีนี้ ภาพรวมดูดีกว่าที่คาด ดัชนีหุ้นที่พุ่งสูงลิ่วทะลุ 1,546 จุดอย่างรวดเร็วโดยไม่หยุดพัก หักปากกาบรรดาโบรกเกอร์ที่เคยคาดไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า ปีนี้ดัชนีเฉลี่ยคงไปได้แค่ 1,471จุด

หุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันพุ่งแล้วกว่า 11% ทั้งที่ปีก่อนพุ่งสูงถึง 36% ไปแล้ว สำหรับนักลงทุนที่ซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ต้นปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีหุ้นต่ำกว่าระดับ 500 จุดเสียอีก หากถือมาจนถึงทุกวันนี้ ก็จะมีกำไรถึง 300%

ปี 2556 ดัชนีหุ้นสร้างสถิติสูงสุดใหม่เรื่อยๆ และที่สำคัญวันที่ 20 ก.พ. ดัชนีได้ทะยานขึ้นไปถึง 1,547.33 จุด ก่อนที่จะมาปิดที่ระดับ 1,546.64 จุด นับว่าเป็นจุดสูงสุดอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยแทนที่ดัชนี 1,546.24 จุด เมื่อประมาณต้นปี 2538 ขณะนี้เหลือจุดสูงสุดที่ 1,753.73 จุด ณ วันที่ 4 ม.ค. 2537 รอวันทำลายสถิติใหม่เท่านั้น

การพุ่งขึ้นของหุ้นไทยอย่างมาก ถึงขนาดทำให้โบรกเกอร์ที่มีอาชีพเชียร์ซื้อขายหุ้น ออกมาเตือนว่า ไร้เหตุผลสนับสนุน เจ้าของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ออกมาให้ข่าวว่าราคาหุ้นวิ่งแรงแซงปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว กดดันกลัวทำกำไรโตไม่ทันราคาหุ้นที่พุ่งติดจรวด

ขณะที่ตลาดหุ้นมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่า 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน เกิดจากนักลงทุนรายย่อยเก็งกำไรหุ้นวันละหลายรอบ บางรายจับเสือมือเปล่าซื้อเช้าขายบ่าย การเก็งกำไรนั้นเกิดจากการคาดการณ์ว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าจากมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงิน หรือคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อียู) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะทำให้เงินในระบบทะลักถึง 5 เท่า

ทั้งที่ในความเป็นจริงมีสัญญาณว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังจะขาย ทำให้ช่วงวันที่ 120 ก.พ. นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิ 12,695 ล้านบาท และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมายอดซื้อสุทธิเหลือแค่ 2,341 ล้านบาทเท่านั้น ปีนี้สถาบันในประเทศเป็นผู้ช้อนซื้อเก็บไว้มากที่สุดถึง 16,309 ล้านบาท

การเก็งกำไรเกิดจากรายย่อยที่ปรากฏชัดคือ มูลค่าการซื้อขายที่บางวันปูดขึ้นมาถึง 7 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยในปีนี้สูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยถึงสัดส่วน 67% จากค่าเฉลี่ยปกติ 50% และเป็นการเข้ามาเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็กจนราคาพุ่งสูงเกินพื้นฐานของบริษัท

ดัชนีที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้บรรดาโบรกเกอร์ทยอยปรับขึ้นเป้าหมายดัชนีปีนี้ โดยส่วนใหญ่ให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 1,700 จุด หรือห่างจากจุดปัจจุบันประมาณ 179 จุด คิดเป็นผลตอบแทนเกือบ 12% โดยมองเรื่องเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลของรัฐบาลเป็นหลัก ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน

ในขณะเดียวกับที่ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาตรการคุมเข้มหุ้นที่ราคาแพงไร้เหตุผล โดยเฉพาะหุ้นที่ติดเกณฑ์แคชบาลานซ์ ต้องวางเงินสดทั้ง 100% ก่อนสั่งซื้อเป็นระยะเวลาเพิ่มเป็น 6 สัปดาห์ จากที่ผ่านมากำหนดไว้ 3 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2556

ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากหลายๆ ตัว มากกว่าเท่าตัวหรืออาจจะ 2 เท่าตัว ตัวชี้วัดว่าหุ้นแพงหรือถูก ทั้งพีอีเรโช (สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น) พีบีวี (สัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี) ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจไม่ได้แล้ว

นักลงทุนรายย่อยยังลงทุนในหุ้นต่อไปได้หรือไม่ ความเสี่ยงจะมากเพียงใด

คำตอบคือได้ แต่ต้องปรับวิธีการลงทุนใหม่ คิดให้ยาวขึ้น

“สาห์รัช ชัฎสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้น 3 เดือน หุ้นไทยมีความเสี่ยงสูงเพราะราคาหุ้นได้แซงการเติบโตของกำไรปีนี้ไปแล้ว ทำให้กำไรขยับขึ้นไม่ทัน ทั้งนี้หากมีวิกฤตการณ์ขึ้นมา เงินทุนพร้อมที่จะไหลออกจะทำให้ขาดทุนได้ เพราะโดยปัจจัยพื้นฐานดัชนีหุ้นยังมีโอกาสไปถึง 1,7001,800 จุด ได้ใน 35 ปี แต่ไม่ใช่ปีนี้

อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยยังลงทุนได้หากมองการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะ 35 ปีขึ้นไป เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราเฉลี่ย 45% ต่อปีใน 35 ปีข้างหน้า ที่ยังจะส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต โดยปีนี้คาดว่าจะโต 1520% และปีต่อไปก็น่าจะโตต่อ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในยุคของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวควรมีธีมการลงทุนตามการเติบโตของประเทศ ทั้งธีมหุ้นเติบโตตามเออีซี หุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศ หุ้นที่อิงกับการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก โรงพยาบาลเป็นต้น

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า โดยปกติแล้วเดือน ก.พ. มักเป็นเดือนของหุ้นปันผล และหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามาก ยอมรับมีความเสี่ยงบางกลุ่ม แต่ก็ยังมีบางกลุ่ม เช่น พลังงานที่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไม่มากเท่ากับกำไรสุทธิที่แต่ละบริษัททำได้

“หากเรามีการลงทุนในหุ้นปันผลสูงทุกเดือน (ทบต้น) นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จะได้รับผลตอบแทนกว่า 18 เท่าตัว หรือ 51% ต่อปี ในขณะที่ดัชนี SET100 และหุ้นปันผลต่ำให้ผลตอบแทนเพียง 15% และ 11% ต่อปีเท่านั้น นอกจากนี้หุ้นปันผลสูงยังเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำต่อปีอยู่ที่ 26% เทียบกับหุ้นปันผลต่ำและดัชนี SET100 ที่ 36% และ 25% ซึ่งค่าความผันผวนต่ำนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยงของหุ้นปันผลสูงอยู่ในระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับหุ้นปันผลต่ำและดัชนี SET100”

อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรพึงระลึกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่คำนวณได้นี้เกิดจากการเปรียบเทียบกับราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น เพราะฉะนั้นในอนาคตจึงมีความเสี่ยงที่อาจจะมีผลกำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างทางราคาเพิ่มขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน