
ช่วยให้ตรงจุด
เห็นข่าวรัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รุ่นใหม่ให้ตั้งตัวได้ เป็นเงิน 50 ล้านริงกิต หรือราว 500 ล้านบาท หันกลับมามองประเทศไทยแล้วต้องสะท้อนใจ
เห็นข่าวรัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รุ่นใหม่ให้ตั้งตัวได้ เป็นเงิน 50 ล้านริงกิต หรือราว 500 ล้านบาท หันกลับมามองประเทศไทยแล้วต้องสะท้อนใจ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หน่วยงานที่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยตรง ได้งบดำเนินการจากรัฐบาลปีนี้ 310 ล้านบาท และราว 200 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท และเน้นในแง่ของการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้เป็นเงินอัดฉีดโดยตรงเหมือนกรณีมาเลเซีย
แนวคิดของรัฐบาลมาเลเซียในการให้เงินงบประมาณครั้งนี้ เป็นโครงการเพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่ รวมทั้งช่วยเหลือผู้เริ่มต้นทำธุรกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว วัย 1830 ปี คาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้ได้นับแสนราย รายละ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท
ทิศทางของเศรษฐกิจทั่วโลก คือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้น และผู้ประกอบการเหล่านี้จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้เติบโต นี่คือแนวโน้มที่รัฐบาลหลายประเทศหันมาพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข็งแกร่ง ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และจีน
ตอนนี้เอสเอ็มอีจากประเทศเหล่านี้ได้ทยอยกันเข้ามาปักธงในตลาดประเทศไทย เพราะมองเห็นโอกาสจากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่างบีโอไอปรับเปลี่ยนเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนใหม่ ซึ่งต้องดูว่าจะส่งผลดีต่อต่างชาติอย่างไร และจะกระทบกับเอสเอ็มอีในประเทศหรือไม่
จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ของแต่ละประเทศขณะนี้ ใช้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นหัวหอกในการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั้งให้เงินสนับสนุนและส่งเสริมการขยายตลาดอย่างเข้มแข็ง คิดแล้วน่าเห็นใจเอสเอ็มอีไทยยิ่งนัก
สำหรับประเทศไทย นโยบายปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยตายเร็วขึ้น จากเดิมที่ซมพิษไข้จากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 อยู่แล้ว และยังไม่ได้รับการเยียวยา ขณะที่มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลพยายามเร่งผลักดันออกมายังไม่เป็นรูปธรรม และยังไม่เห็นชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่
ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังยืนยันว่า มาตรการเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ คือ กองทุนเงินชดเชยค่าแรง 300 บาท หรือถ้าไม่สามารถตั้งกองทุนได้ ก็ให้เป็นกองทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการมีเงินสดเข้ามาเสริมสภาพคล่อง ถ้าแก้ไม่ได้จะเห็นการปิดตัวของเอสเอ็มอีอย่างแน่นอน
สิ่งสำคัญตอนนี้ คือการแก้ปัญหาเอสเอ็มอีให้ตรงจุด ถ้าเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการว่าจะเป็นกำลังหลักช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เหมือนที่เห็นชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงเกิดโครงการช่วยเหลือชาวนาด้วยโครงการรับจำนำข้าว เป็นเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท







