
องค์กรอมตะ
ผมเข้าใจว่าผู้ประกอบการเกือบทุกคนที่ต้องการสร้างธุรกิจของตนให้มีความมั่นคง ถาวร ตลอดไป อย่างน้อยก็ไม่ล้มหายไปก่อนช่วงที่ตนเองยังมีชีวิต และยังพอรับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ปัจจุบันที่เป็นยุคของ “การเปลี่ยนแปลง” อย่างใหญ่หลวง
ผมเข้าใจว่าผู้ประกอบการเกือบทุกคนที่ต้องการสร้างธุรกิจของตนให้มีความมั่นคง ถาวร ตลอดไป อย่างน้อยก็ไม่ล้มหายไปก่อนช่วงที่ตนเองยังมีชีวิต และยังพอรับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ปัจจุบันที่เป็นยุคของ “การเปลี่ยนแปลง” อย่างใหญ่หลวง
ผู้ประกอบการเปรียบเสมือนอยู่ในสมรภูมิรบที่ถูกโจมตีรอบด้าน ส่งผลให้ทุกคนต้อง “ปฏิรูปองค์กร” (Reengineer) ต้องใช้ความยุ่งเหยิงสู้กับความยุ่งเหยิง ต้องต่อสู้กับโลกที่บ้าคลั่งด้วยความบ้าคลั่งที่เหนือกว่าหรือไร้ขอบเขต
ทุกคนต่างทราบดีกันว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังเผชิญหน้าอยู่ทั้งในด้านสังคม การเมือง เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ทำให้บทเรียนต่างๆ ในอดีต กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปเลยก็ว่าได้ แต่ผู้ประกอบการที่มีความคิดเช่นนั้นอาจคิดผิดก็ได้
คำถามคือ “เราจะทำอย่างไรในการตอบโต้การเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม”
แน่นอนเลยว่าเราจำเป็นต้องมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ใหม่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมีความรุนแรงเช่นนี้ คงต้องมุ่งเป้าไปที่ “หลักการพื้นฐาน” ซึ่งไม่ถูกกระทบด้วยเงื่อนไขของเวลาให้มากขึ้น
เรื่องนี้ เจมส์ คอลลินส์ (James Collins) และเจอรี่ พอราส (Jerry Porras) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้แต่งหนังสือที่ชื่อว่า “Built to Last” ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบองค์กรธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ประสบความสำเร็จ และที่ล้มเหลว พบว่าองค์กรที่ “ประสบความสำเร็จ” และ “ยังคงยืนหยัดจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้” นั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีสินค้าหรือบริการที่เยี่ยมยอดหรือไฮเทค และมีจำนวนน้อยมากที่เกิดจากผู้บริหารที่มีภูมิหลังที่ดีหรือเป็นที่ชื่นชอบของสาธารณะ (Charismatic Leader)
แต่ความสำเร็จและความยั่งยืนเกิดจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.การมีวิสัยทัศน์ถึงความยั่งยืนขององค์กรตั้งแต่แรกก่อตั้ง (ซึ่งอาจจำเป็นต้องกล้าคิดและกล้าทำการใหญ่ กล้าที่จะลองผิดลองถูก และเป็นนักล่าโอกาสที่ดี)
2.การสร้างจุดแข็งจากค่านิยมขององค์กรซึ่งเน้นปรัชญาการดำเนินธุรกิจและความเข้มแข็งของบุคลากร และ
3.สิ่งสุดท้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการสร้างวัฒนธรรมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างองค์กรธุรกิจของไทยที่ประสบความสำเร็จและยังยืนหยัดอยู่ได้ในวันนี้ เช่น เครือซิเมนต์ไทย และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ล้วนแล้วแต่มีองค์ประกอบพื้นฐานดังกล่าวทั้งสามด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเสาะแสวงหา และเสริมสร้างบุคลากรของตนเองให้เข้มแข็ง และการมีปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปก็ตาม
เรื่องนี้ ทั้ง คอลลินส์ และพอราส ได้เคยให้วลีเด็ดของการสร้างองค์กรให้เป็นอมตะว่า “Success comes from clock building, not time telling”
หมายถึงว่า หากองค์กรประสงค์จะมีความยั่งยืนต้องไม่ใช่แค่การเล่นตามบทไปวันๆ หรือตามหลังผู้อื่น แต่ต้องเป็นผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ และต้องเป็นผู้กำหนดเกมการดำเนินธุรกิจ
ผมชอบวลีที่ว่า “ดูหนังดูละครแล้วให้ย้อนดูตัวเอง” ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันนี้ก็มี Core Value ที่ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
1.การมีวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบ (Accountability)
2.การเสนอแนะ (Suggestion)
3.ความซื่อสัตย์ สุจริต (Integrity)
4.การมีจิตอาสาให้บริการ (ASSA)
หรือที่ย่อสั้นๆ ว่า “ASIA”
เรากำลังจะสร้างความเชี่ยวชาญให้กับบุคลากรของกระทรวงอุตสาหกรรมผ่านสถาบันวิทยาการพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุนขั้นสูง เพื่อให้สมกับ “กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการและประชาชนอย่างแท้จริง” ครับผม!







