posttoday
เป้าบัญชีหุ้นแตะ1.1ล้าน

เป้าบัญชีหุ้นแตะ1.1ล้าน

22 กุมภาพันธ์ 2556

ช่องทางหลักลงทุนมีสินค้าเยอะซื้อขายอนุพันธ์ฮอตพุ่งเท่าตัวปี2558

ช่องทางหลักลงทุนมีสินค้าเยอะซื้อขายอนุพันธ์ฮอตพุ่งเท่าตัวปี2558

ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าบัญชีหุ้นเพิ่มขึ้น 50% แตะ 1.1 ล้านบัญชี ในปี 2558 อนุพันธ์โต 100%

นางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เป้าหมายของสายงานการตลาดได้ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนบัญชีหุ้นในปีนี้เพิ่มอีก 9.6 หมื่นบัญชี ปี 2557 เพิ่มอีก 1.06 บัญชี และปี 2558 เพิ่มอีก 1.17 แสนบัญชี ทำให้ตลอด 3 ปี เพิ่มขึ้น 3.2 แสนบัญชี หรือโตประมาณ 50% จากสิ้นปี 2555 ที่มีจำนวน 7.97 แสนบัญชี ทำให้บัญชีซื้อขายหุ้นแตะระดับ 1.11 ล้านบัญชี

นอกจากนี้ จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็น 20% และเพิ่มจำนวนบัญชีของผู้ถือหน่วยกองทุนหุ้นอีก 5 แสนบัญชี ทำให้เพิ่มเป็น 1.95 ล้านบัญชี จากปัจจุบันมีจำนวน 1.4 ล้านบัญชี

ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีลูกจ้างอยู่ในระบบ 2.5 ล้านคน จากจำนวนนายจ้าง 1.2 หมื่นราย และมีสินทรัพย์ลงทุนรวม 6.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เลือกลงทุนหุ้นสัดส่วนเพียง 12-13% เท่านั้น

ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งเป้าหมายจะพยายามผลักดันให้สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเป็น 15% และ 20% ภายในปี 2558 จะเข้าไปทำการตลาดให้คณะกรรมการนโยบายการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละบริษัทเห็นความสำคัญของการลงทุนในหุ้น โดยจะยกตัวอย่างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งกำหนดเพดานการลงทุนในหุ้นสูงถึง 30%

ขณะเดียวกันตั้งเป้าหมายภายในปี 2558 จะเพิ่มบัญชีซื้อขายอนุพันธ์ให้เพิ่มอีกเท่าตัว จากสิ้นปี 2555 มีจำนวน 8.08 หมื่นล้านบาท

นางเกศรา กล่าวว่า นอกจากนี้จะเพิ่มฐานผู้ลงทุน ทางตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าปัจจุบัน เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) คาดว่าจะมีคนออกปีนี้ 1,000 ตัว และอีทีเอฟ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาในการนำยางพารามาเป็นสินค้าอ้างอิง แต่จะคิดตามราคาตลาดโลกในรูปของสกุลเงินสหรัฐ

สำหรับฟิวเจอร์หุ้นรายตัว (สต๊อก ฟิวเจอร์ส) ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในช่วงวันที่ 1 ม.ค.–20 ก.พ. ที่ 33,175 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 275% จากปี 2555 ที่ 8,849 สัญญาต่อวัน ขณะที่สถานะคงค้างสูงถึง 385,424 สัญญา

สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนสูงและมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนหันมาใช้สต๊อก ฟิวเจอร์ส ในการบริหารพอร์ตลงทุนและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถใช้ทำกำไรได้ โดยใช้เงินลงทุนต่ำ วางเงินประกันในการซื้อขายเพียง 413% ของมูลค่าสัญญา ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง

สต๊อก ฟิวเจอร์ส ที่ได้รับความนิยมซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) สัดส่วน 21.49% อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) สัดส่วน 14.22% ธนาคารทหารไทย (TMB) 12.87% ธนาคารกรุงไทย (KTB) 12.11% และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) 11.71% ตามลำดับ โดยการซื้อขายคิดเป็นสัดส่วน 72.39% ของการซื้อขาย Stock Futures ทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย