
ไทยปฏิเสธเงินกู้ไจกาค่าเงินแข็งไล่คืนหนี้
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. คณะผู้บริหารองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) ได้เข้าหารือกับ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. คณะผู้บริหารองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) ได้เข้าหารือกับ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
ประเด็นหลักการสนทนานั้น ไจกาเสนอให้เงินกู้กับรัฐบาลไทยเพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท
ขณะที่ กิตติรัตน์ ได้ยืนยันกับไจกาว่า ขณะนี้ไทยมีสภาพคล่องในประเทศระดับสูง และรัฐบาลไทยมีความต้องการที่จะกู้เงินในประเทศมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากมีต้นทุนถูกกว่าและดีกว่า รวมทั้งไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
อีกทั้งการกู้เงินในประเทศจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจมหภาคของประเทศด้วย
นอกจากนี้ กิตติรัตน์ ได้เจรจาว่า ในช่วงนี้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น และรัฐบาลไทยจะขอใช้โอกาสนี้ในการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดให้กับไจกาด้วยเช่นกัน
ขณะที่การลงทุนรถไฟฟ้าบางสายที่รัฐบาลมีแผนกู้เงินจากไจกา ก็ขอชะลอไปก่อน และกู้เงินในประเทศมาใช้แทน
“โดยในส่วนของโครงการใหม่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง ตามเดิมเคยมีมติไว้ว่าจะกู้เงินจากไจกา ซึ่งหากว่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศก็อาจจะไม่กู้ แต่อาจใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศ แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ในช่วงที่ยังปรึกษาหารือกัน” กิตติรัตน์ ชี้แจง
ปัจจุบันไทยมีหนี้กู้เงินรัฐบาลญี่ปุ่น 34,025 ล้านบาท
เรียกได้ว่าเป็นการปัดเยื่อใยในการให้กู้โดยสิ้นเชิง
กิตติรัตน์ อธิบายว่า การที่ญี่ปุ่นต้องการให้เงินกู้ไทย เนื่องจากญี่ปุ่นก็เกิดปัญหาสภาพคล่องเช่นกัน
ซึ่งข้อมูลนี้ สอดคล้องกับการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภาวะเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นประกาศเพิ่มมาตรการขยายปริมาณเงินอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีมูลค่า 101 ล้านล้านเยน หรือ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2556 หรือคิดเป็นเงินไทย 30 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นประกาศว่าจะดำเนินการขยายปริมาณเงินโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด โดยจะเริ่มในเดือน ม.ค. 2557 และการเพิ่มเป้าหมายเงินเฟ้อจาก 1% เป็น 2%
อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ยังมีการหารือกับผู้บริหารไจกาเรื่องการศึกษาและข้อเสนอแนะรัฐบาลไทยในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยรัฐบาลไทยจะจัดประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานวันที่ 2021 ก.พ.นี้ ก่อนนำข้อคิดเห็นมาปรับรายละเอียดการลงทุน และเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนต่างประเทศ เช่น การลดต้นทุนการประมูล
วันเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง สศช. โดยที่ประชุมรายงานว่าภาวะค่าเงินบาท โดยขณะนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
ขณะที่ยิ่งลักษณ์สั่งการติดตามว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่กระทบกับค่าเงินบาท
พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดทำแผนและแนวทางการลดขั้นตอน ระยะเวลา และลดต้นทุนการจดทะเบียนของนักลงทุนต่างประเทศที่จะตั้งบริษัทในไทย จากปัจจุบันที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 20 ในการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นรองทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย
อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หน่วยงานต่างๆ จะติดตามผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และนำมารายงานให้ในที่ประชุมรับทราบในครั้งต่อไป และกระทรวงการคลังรายงานที่ประชุมว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้จะมีรัฐวิสาหกิจมีกำหนดชำระคืนหนี้สินต่างประเทศ 45 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็มีการส่งสัญญาณมาตลอดว่า รัฐวิสาหกิจจะมีการคืนเงินต่างประเทศ
“การคืนหนี้จะไม่กระทบต่อค่าเงินบาท และการดูแลค่าเงินเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแผนการปรับโครงสร้างหนี้ (Refinance) ของกระทรวงการคลังจะพบว่าเน้นการดูแลเงินกู้ต่างประเทศเป็นพิเศษ
เป้าหมายหลักคือรีไฟแนนซ์ สัญญาเงินกู้สกุลเงินต่างประเทศที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้แก่รัฐวิสาหกิจจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ทีโอที และบริษัท ท่าอากาศยานไทย วงเงินรวม 34,208 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน มีแผนที่จะปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ 9 แห่ง ในวงเงิน 175,818 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปีงบประมาณ 2556
แนวทางหลัก คือ จะขยายระยะเวลาเงินกู้ให้สอดคล้องกับระยะคืนทุนของโครงการ และขยายอายุหนี้ออกไป โดยแบ่งเป็นการกู้เงินที่ขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน 172,818 ล้านบาท และไม่ได้ขอให้ค้ำประกัน 3,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้จัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงในปีงบประมาณ 2556 ไว้ดังนี้
ในส่วนเงินกู้ในประเทศนั้นมีแผนกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิม (Refinancing) โดยจะดำเนินการก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวเดิมมีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่ในตลาดที่มีอายุเฉลี่ยเท่ากัน
ในกรณีที่ดอกเบี้ยคงที่ในตลาดมีระดับต่ำ และการแปลงภาระดอกเบี้ยคงที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดยจะดำเนินการก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมมีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
ส่วนแนวทางการบริหารความเสี่ยงหนี้ต่างประเทศ จะสร้างสมดุลระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่าย หรือส่วนที่เป็นหนี้ซึ่งเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ให้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ จะดำเนินการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า และเน้นการแปลงหนี้จากสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด
ขณะเดียวกันก็ให้แนวปฏิบัติว่า จะทำการกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิมทันที ถ้าเห็นว่ามีต้นทุนต่ำกว่าหนี้เดิม
นี่คือแนวทางหลักในการบริหารหนี้ของไทยในปีนี้







