
สร้างปิยะเวทเป็นยูนิตการกุศลซีเอสอาร์ขั้นเทพของกระทิงแดง
สัมภาษณ์ / นราทิพย์ กวางเส็ง
ความท้าทายของตระกูลอยู่วิทยา ในธุรกิจใหม่ของทายาทรุ่นที่ 2
ที่ผ่านมา โรงพยาบาลปิยะเวท เป็นที่รู้กันดีว่าอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ นพ.บุญ วนาสิน แต่เนื่องด้วยการแข่งขันและปัญหาภายใน จึงทำให้โรงพยาบาลดังกล่าวประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีหนี้สะสมถึง 800 ล้านบาท ช่วงวิกฤตของโรงพยาบาลปิยะเวทดังกล่าว เฉลียว อยู่วิทยา ประธานบริษัท กระทิงแดง เจ้าพ่อวงการเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งสร้างแบรนด์เรดบูลให้โด่งดังในระดับโลก ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ (75% เดิมถือหุ้น 30%) ได้เห็นโอกาส
ดังนั้น ในวันนี้ผู้บริหารโรงพยาบาลปิยะเวท จึงเปลี่ยนมาอยู่ในมือของตระกูลอยู่วิทยา โดยเฉลียวมอบให้ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาดำเนินกิจการ ได้แก่ จิรวัฒน์ อยู่วิทยา ในตำแหน่งประธานกรรมการ สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา และสราวุฒิ อยู่วิทยา ตำแหน่งกรรมการ
ทั้งนี้ หลังจากที่ตระกูลอยู่วิทยาเข้ามาบริหารได้ 1 ปี 2 เดือน ปรับโครงสร้างโรงพยาบาลจนเข้าระบบแล้ว จึงออกมากล่าวถึงยุทธศาสตร์ของปิยะเวท ในยุคของตระกูลอยู่วิทยาเจเนอเรชันที่ 2 เริ่มต้นถึงสาเหตุที่ เฉลียว อยู่วิทยา ส่งทายาทเข้ามาบริหารถึง 3 คน นั้นมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปเป็นอย่างมาก
เมื่อถามถึงแผนการดำเนินงาน แนวคิดในการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของตระกูลอยู่วิทยา และไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้มาก่อน ทายาทรุ่นที่ 2 จึงได้รับคำแนะนำมาจาก เฉลียว อยู่วิทยา ซึ่งเป็นบิดามาเต็มๆ ว่า
จริวัฒน์ อยู่วิทยา ประธานกรรมการ บริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท เปิดเผยบอกว่า นับจากนี้เป็นต้นไปทางโรงพยาบาลจะดำเนินงานภายใต้แนวทางหลัก คือ ไม่มุ่งแสวงหากำไร แต่มุ่งมั่นที่จะให้การรักษาผู้ป่วยด้วยแพทย์ที่มีจริยธรรม และเมื่อแพทย์ที่ดีมีฝีมือ ให้การรักษาผู้ป่วยอย่างดีมีจริยธรรมแล้ว ผู้ป่วยก็จะมารักษาที่โรงพยาบาลปิยะเวทมากขึ้น
โรงพยาบาลตั้งเป้าที่จะทำให้โรงพยาบาลติดอันดับ 1 ใน 5 ของโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศคิดถึง แม้ปัจจุบันหากจะถามถึงโรงพยาบาลอันดับต้นในสายตาลูกค้าชาวต่างชาติ โรงพยาบาลปิยะเวทจะอยู่ในอันดับที่ 3 แต่ในสายตาของลูกค้าชาวไทยยังอยู่ในอันดับที่ 5 หรือ 6 ดังนั้นหากแผนการดำเนินงานที่วางไว้สัมฤทธิผลหมายความว่าอันดับของโรงพยาบาลในสายตาลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติจะสูงขึ้น
“
คุณเฉลียวเคยบอกไว้ว่าจะไม่เข้าไปทำธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่ถนัด แต่การเข้ามาบริหารโรงพยาบาลในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีขาดทุนสะสม จึงต้องเข้าช่วยให้โรงพยาบาลดำเนินงานต่อไปได้ และจะต้องไม่แสวงหากำไร เนื่องจากการทำธุรกิจโรงพยาบาลเป็นเสมือนเหรียญ 2 ด้าน หากโรงพยาบาลมีผลประกอบการดี หมายความว่ามีผู้ป่ายเป็นจำนวนมากเข้ามารักษา ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเข้ามาเทกโอเวอร์โรงพยาบาลในครั้งนี้ แต่ต้องการให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาสลับซ้อน และเฉพาะทาง ได้มีโรงพยาบาลเพื่อการรักษาโรคดังกล่าว” จริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมหากไม่แสวงหาผลกำไรแล้ว จะจูงใจผู้ถือหุ้นได้อย่างไร และการขยายงานจะใช้เงินทุนมาจากไหน นพ.นิธิ มหานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลปิยะเวท ได้ขยายความในประเด็นดังกล่าวว่า คุณเฉลียวมองการเข้ามาบริหารโรงพยาบาลเหมือนการทำซีเอสอาร์ หรือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ของบริษัท กระทิงแดง แต่ไม่สามารถที่จะนำแบรนด์ โลโก้ ของกระทิงแดงมาติดไว้ที่โรงพยาบาลได้ เพราะว่าตำแหน่งทางการตลาด และภาพลักษณ์ของสินค้าไม่สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม จะมีการสื่อสารออกไปว่า โรงพยาบาลปิยะเวทในปัจจุบันอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท กระทิงแดง ที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ตระกูล อยู่วิทยา เข้ามาบริหารโรงพยาบาลไม่ได้ขึ้นราคาค่ารักษาหรือค่าห้องพักผู้ป่วยในเลย ทำให้ราคาค่ารักษาของโรงพยาบาลถูกกว่าโรงพยาบาลในระดับเดียวกันราว 1015% รวมถึงลดค่าห้องพักลงตามที่ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันชีวิต หรือสิทธิการรักษาพยาบาลจากองค์กรต่างๆ มอบให้ผู้ป่วย หรือพูดง่ายๆ ว่าทุกวันค่าห้องของโรงพยาบาลลดลงจากเดิมเกือบ 50%
นอกจากนี้ หลังจากตระกูลอยู่วิทยาเข้ามาบริหารงาน ก็เริ่มจัดการปรับโครงสร้างหนี้ และการเงิน ทำให้โรงพยาบาลชำระหนี้ลดลงจากเดือนละ 78 ล้านบาท เหลือเดือนละ 23 ล้านบาท พร้อมกับงบลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพโรงพยาบาลทั้งทางด้านอาคาร และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยในปีนี้ทางโรงพยาบาลจะใช้งบเป็นเงินราว 100 ล้านบาท ในการปรับปรุง ซึ่งแบ่งเป็น 30 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงอาคารและสิ่งก่อสร้าง ส่วนงบที่เหลือจะเป็นงบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นและเพิ่มคุณภาพการรักษาพยายาล
ทางด้านสัดส่วนลูกค้าของโรงพยาบาลระหว่างลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งแต่เดิมนั้นโรงพยาบาลมีสัดส่วนลูกค้าชาวไทย 60% และลูกค้าต่างประเทศ 40% แต่จากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติลดลงถึง 20% ปัจจุบันโรงพยาบาลมีลูกค้าชาวไทย 70% และลูกค้าชาวต่างชาติ 30% ดังนั้นเมื่อโรงพยาบาลมีลูกค้าชาวต่างชาติลดง แผนการดำเนินงานของบริษัทจึงจะขยายลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเน้นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศพม่า เวียดนาม บังกลาเทศ
การขยายฐานลูกค้าของโรงพยาบาลได้ใช้บริษัท กระทิงแดง มาช่วยสนับสนุน หรือมีการใช้สายสัมพันธ์ของความเป็นกระทิงแดงที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมากช่วยบ้างหรือไม่
จิรวัฒน์ กล่าวว่า บริษัท กระทิงแดง ได้แจ้งไปยังคู่ค้า หรือพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้านว่าทางบริษัทได้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลที่ให้การรักษาเฉพาะทางด้วย ดังนั้นหากทางพันธมิตรมีพนักงานที่ต้องการรักษาเฉพาะทาง เช่น หัวใจ สามารถส่งผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาลปิยะเวทได้โดยจะได้รับส่วนลดพิเศษ
เมื่อถามถึงแผนการดำเนินงานระยะยาว การลงทุนขยายสาขา และเทกโอเวอร์ โรงพยาบาลเพื่อขยายเครือข่ายที่ส่งผลให้โรงพยาบาลขยายตัวได้อย่างรวดเร็วนั้น ทาง เฉลียว อยู่วิทยา ได้มีแนวคิดกับเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ส่วนแผนระยะยาวจิรวัฒน์กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า จะดำเนินการตามเป้าหมายตั้งแต่แรกที่เข้ามารับบริหารโรงพยาบาล จะไม่แสวงหากำไร ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงไม่มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในแง่ของการขยายสาขา การลงทุนสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม หรือแม้กระทั่งการเทกโอเวอร์เพื่อเพิ่มเครือข่าย แต่ทางโรงพยาบาลจะขยายเครือข่ายด้วยการเป็นพันธมิตรกับโรงพยาบาลรอบนอกกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงด้วยทีมแพทย์และพยายาลเข้าไปแนะนำการรักษาโรคบางโรคที่เป็นโรคซับซ้อนรักษายาก หรือรับผู้ป่วยมารักษาต่อ เมื่ออาการดีขึ้นก็ส่งกลับไปยังโรงพยาบาลเดิม อันเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง และสร้างพันธมิตรที่มีกว่า 30 แห่งได้อย่างเหนียวแน่น
“
หากจะกล่าวไปแล้วการดำเนินงานโรงพยาบาลในครั้งนี้ แม้จะไม่แสวงหากำไร แต่ก็ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ จากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ในปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีรายได้เติบโตราว 9% และปีนี้ตั้งเป้ารายได้เพิ่ม 1015% และในปี 2554 ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 15 – 20% เพื่อแบ่งปันผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่เหลือถืออยู่อีก 25% แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างตระกูลอยู่วิทยาที่ถือหุ้น 75% ไม่ได้หวังผลกำไร แต่ เราต้องการสร้างให้โรงพยาบาลปิยะเวทเป็นยูนิตการกุศลของบริษัท กระทิงแดง เช่นเดียวกับที่คุณเฉลียวมักจะสร้างโรงพยาบาลเป็นการกุศลช่วยเหลือผู้ป่วยชาวไทย” นายจิรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย






