
เวียดนามในอดีต
“ประเทศเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่คนเวียดนามยังคงขยันขันแข็งไม่เคยเปลี่ยน”
“ประเทศเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่คนเวียดนามยังคงขยันขันแข็งไม่เคยเปลี่ยน”
คำกล่าวข้างต้นของอดีตทูตไทยประจำเวียดนาม “สุรพงษ์ ชัยนาม” คงพอสะท้อนถึงจุดเด่นของคนเวียดนาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศสู่ความเจริญอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่เผชิญกับความยากลำบากจากภาวะสงครามที่ยาวนาน
ทูตสุรพงษ์ เล่าย้อนถึงเวียดนามในอดีตเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว สมัยที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำเวียดนามในปี 2534-2535 ว่า ตอนที่ไปประจำการในเวียดนามเป็นช่วงต้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ทั้งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในโลก สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อเวียดนามที่อยู่ในโลกคอมมิวนิสต์ เป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากสำหรับเวียดนาม ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศเพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตในตอนที่เข้ารับตำแหน่งเริ่มมีความร่วมมือมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเย็นชาต่อกัน เพราะเวียดนามเข้าไปรุกรานกัมพูชาเมื่อปี 2521 ซึ่งส่งผลต่อไทยในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องแบกรับภาระเรื่องผู้อพยพ รวมถึงกระทบต่ออาเซียน กระทั่งเวียดนามประกาศถอนทหารจากกัมพูชาเมื่อปี 2532 ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนาขึ้น
ความเข้มงวดต่างๆ ก็เริ่มลดลง เพราะในช่วงแรกที่เข้าไปประจำการ การเดินทางของคณะทูตในประเทศที่เป็นโลกสังคมนิยม หากเกินระยะ 20 กิโลเมตร จะต้องทำเรื่องขออนุญาต และรออนุมัติจากทางการ แต่หลังจากนั้นก็ยกเลิกไป
ในยุคนั้นข้าราชการไทยประจำการในเวียดนาม 2 ปี ก็สามารถขอย้ายได้ เพราะจัดเป็นประเทศกันดาร ในตอนนั้นคุณภาพในการดำรงชีวิตยังไม่ดีนัก ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า ประปา การคมนาคมก็ไม่สะดวก
“จำได้ว่าทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นอาคารเก่าๆ ที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสสร้างไว้ ประกอบกับอากาศที่นั่นชื้นมาก ทำให้กำแพงผุพังและขึ้นรา ต้องมีเครื่องดูดความชื้นในห้องนอนตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเสื้อผ้าจะขึ้นรา ส่วนไฟฟ้าก็จะดับเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 23 ครั้ง ต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน น้ำดื่มและอาหารก็ต้องซื้อส่งไปทางเครื่องบิน เพราะยังขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัยไม่ดี”
แต่ช่วง 34 ปีมานี้เดินทางไปเวียดนามหลายครั้ง แทบจำไม่ได้ เพราะเวียดนามก็เติบโตเหมือนประเทศในสังคมแบบทุนนิยมทั่วไป ทั้งตึกรามบ้านช่อง โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย ระบบสาธารณสุขก็ดีขึ้นมาก
แม้จะค่อนข้างลำบาก ทูตสุรพงษ์ บอกว่า การไปประจำการที่เวียดนามถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้เรียนรู้เรื่องการดำรงชีวิตท่ามกลางความลำบาก ซึ่งทำให้ความสามัคคีในหมู่ข้าราชการมีมาก เพราะต้องช่วยเหลือกัน
ขณะที่คนเวียดนามขยันมากเหมือนคนจีน ไปอยู่ที่ไหนก็เปิดร้าน ทำโน่นทำนี่ตลอด และถึงแม้จะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ก็ไม่สามารถลบล้างความเป็นเวียดนาม เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรลบล้างความเป็นไทย
เราต้องทำความเข้าใจ มองเห็นถึงความเหมือนและแตกต่าง รู้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นและอะไรเป็นจุดด้อย ทั้งของเราและของเพื่อนบ้าน เพื่อที่จะปรับตัวและแก้ไขให้ดีขึ้น







