posttoday
ธนาคารกลาง

ธนาคารกลาง

18 กุมภาพันธ์ 2556

ความเห็นที่แตกต่างระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังในประเด็นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นโยบายขยายวงกว้างดูเหมือนกลายเป็นความขัดแย้ง

ความเห็นที่แตกต่างระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังในประเด็นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นโยบายขยายวงกว้างดูเหมือนกลายเป็นความขัดแย้ง

ทางกระทรวงการคลังและรัฐบาลวิตกว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้กระทบต่อการส่งออก อีกทั้งกระทรวงการคลังมีความวิตกเกี่ยวกับผลขาดทุนของ ธปท. ซึ่งมีอยู่ถึง 5.3 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาชี้แจงว่า ผลของการขาดทุนเป็นเพียงการขาดทุนในเชิงงบดุล ซึ่งเกิดจากการที่ ธปท.ใช้เงินเข้าไปดูดซับเงินร้อนที่ไหลเข้ามาเพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทและเศรษฐกิจของไทย

เป็นเรื่องปกติที่ธนาคารกลางหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ก็มีการดำเนินการในลักษณะนี้ และธนาคารเหล่านั้นก็ประสบปัญหาขาดทุนเชิงงบดุลเช่นเดียวกัน

ธปท.ยังบอกอีกว่า หากนำบัญชีเงินตราต่างประเทศมารวมด้วยก็ไม่ขาดทุน แถมยังเป็นบวก รวมถึงสถานะสภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของ ธปท. และพันธบัตรที่ออกมายังอยู่ในสถานะที่ดี

ประเด็นที่ชาวบ้านทั่วไปไม่เข้าใจ ก็คือการที่ ธปท.ใช้เงิน รวมทั้งการออกพันธบัตรเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้ขาดดุลเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิด หรือเป็นวิธีการปกติที่ ธปท.ทำอยู่แล้วในอดีต อีกทั้ง ธปท.เป็นหน่วยงานอิสระ หรือเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล

ที่บอกได้คือ กฎหมายของไทยให้มีการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่าง 2 หน่วยงานนี้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการผิดพลาดเหมือนในอดีตจนนำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540

อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่า ธปท.จะกลายเป็นหน่วยงานอิสระจนไม่ฟังใคร เพราะเครื่องมือหลักในการบริหารประเทศก็จะมีเพียง 2 มาตรการ คือ มาตรการทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของภาษี และการใช้เงินของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย การดูแลกระแสเงินไหลเข้าและไหลออก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ ธปท.

ทั้งสองมาตรการเหมือนกับ “ปาท่องโก๋” แยกกันไม่ได้ คือ ทั้ง ธปท.และกระทรวงการคลัง จะต้องใช้มาตรการร่วมกันในการดูแลเสถียรภาพทั้งด้านการเงินและเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ

ประเด็น คือ จะทำอย่างไรที่จะให้ 2 หน่วยงานสามารถรอมชอมแนวความคิดที่ดูเหมือนแตกต่างให้ออกมาเป็นหนึ่งเดียว ประสานการทำงานไปด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเน้นผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ส่วนประเด็นความเห็นที่แตกต่างกันขณะนี้ ที่จะลดหรือจะตรึงดอกเบี้ยนโยบาย ก็ต้องถามว่า เพื่ออะไร และเพื่อใคร หากต้องการลดกระแสเงินร้อนที่ไหลเข้ามา เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยภาคการส่งออก ก็ต้องย้อนกลับไปดูสถิติ ซึ่งไม่ต้องไปดูไกล เอาแค่ปีที่ 2555 ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 30.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกก็ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3.12 อีกทั้ง อัตราแลกเปลี่ยนในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างมีเสถียรภาพ ในอัตราที่อ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 29.380 – 30.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับการซื้อขายเงินบาทในตลาดซื้อขายต่างประเทศ ซึ่งก็สอดคล้องไปทั้งภูมิภาค เรื่องลดตรึงดอกเบี้ย คงไม่เสียหายถ้าจะใจเย็นอีกสักหน่อย ในฐานะชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มากนัก จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดี โดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และขอเป็นกำลังใจให้ ธปท.ในฐานะทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางให้กับประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI