posttoday
รายย่อยติดดอย‘ไอพีโอ’

รายย่อยติดดอย‘ไอพีโอ’

18 กุมภาพันธ์ 2556

เตือนอย่าไล่ซื้อราคาแรงแค่วันแรกเท่านั้น‘นิเวศน์’ชี้ตั้งราคาแจกส่วนลดไม่จริง

เตือนอย่าไล่ซื้อราคาแรงแค่วันแรกเท่านั้น‘นิเวศน์’ชี้ตั้งราคาแจกส่วนลดไม่จริง

เตือนนักลงทุนรายย่อยระวังติดดอยหุ้นจอง ราคาแรงวันแรกเท่านั้น

นายนิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบคุณค่า (VI) เปิดเผยว่า ในความเห็นส่วนตัวมองว่านักลงทุนรายย่อยไม่ควรเข้าไปลงทุนในวันแรกของหุ้นที่เข้ามาซื้อขายใหม่ เพราะราคาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) 100-200% และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นไปได้ในระดับสูงนั้น เป็นผลจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่มีฐานเงินทุนขนาดใหญ่ ทำให้สามารถควบคุมทิศทางราคาได้ สร้างความเสียเปรียบให้กับนักลงทุนรายย่อย

นอกจากนี้ หุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มสูงจากแรงเก็งกำไรทำให้มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลงแรงมาอยู่ที่ระดับราคาจองไอพีโอได้ เพราะการตั้งราคาเสนอขายไอพีโอนั้นเป็นราคาที่เต็มมูลค่าแล้ว เรียกได้ว่าเป็นราคาพื้นฐานของบริษัท

ส่วนการที่บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินเสนอข่าวว่า ระดับราคาไอพีโอนั้นให้ส่วนลดกับนักลงทุนในระดับ 2030% นั้นไม่เป็นความจริง เพราะก่อนหน้าที่บริษัทเหล่านี้จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ 12 ปี ได้มีการแต่งตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว เพื่อให้สามารถเข้าจดทะเบียนได้ และยิ่งการเสนอขายหุ้นในจำนวนไม่สูงยิ่งทำให้มีการเก็งกำไรได้สูงจากที่มีความต้องการหุ้นที่มาก

นายนิเวศน์ ยังกล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยขณะนี้ว่า ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด ถือเป็นระดับที่น่ากลัวต่อการเข้าลงทุน และแม้แต่นักลงทุนหุ้นคุณค่าเองก็ตาม ขณะนี้เป็นเรื่องยากมากในการหาหุ้นที่จะเข้าไปลงทุน เพราะไม่มีหุ้นตัวไหนที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐานแล้ว และมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงแล้ว

ในกรณีต้องการลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งยังสามารถลงทุนได้ โดยควรหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นที่มีการเก็งกำไรที่สูง

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวเสริมว่า มีความกังวลกับหุ้นจอง เพราะพบว่าราคาหุ้นเมื่อเข้าซื้อขายวันแรกปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจองจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นราคากลับปรับตัวลดลงแรง ประเมินว่าได้สร้างความเสียหายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยที่เข้าไปลงทุนรับหุ้นต่อ และหากขายหุ้นออกไม่ทันจะทำให้ติดหุ้นในระดับราคาที่สูง และต้องใช้ระยะเวลานานกว่าหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับทุนของผู้ลงทุนรายย่อย

ดังนั้น ไม่อยากให้นักลงทุนรายย่อยเข้าไปลงทุนในหุ้นไอพีโอตามกระแส และอยากเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน ควรพิจารณาว่าราคาหุ้นและอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) มีความเหมาะสม หากราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง และมีค่าพี/อีถึง 4050 เท่า ไม่ควรเข้าไปลงทุนแล้ว

ทั้งนี้ ในความเห็นส่วนตัวมองว่าหุ้นไอพีโอที่มีราคาเหมาะสมและมีศักยภาพ สามารถรักษาระดับราคาไม่ปรับตัวลดลงแรงหลังจากเข้าซื้อขายวันแรก และกรณีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มระยะเวลาซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์เป็น 6 สัปดาห์นั้นก็จะช่วยลดแรงเก็งกำไรได้ โดยหุ้นเข้าใหม่จะเข้าซื้อขาย 1 สัปดาห์ก่อน หากร้อนแรงก็จะถูกให้ซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์

ในปี 2556 มีหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพียง 3 บริษัท โดยหุ้นบริษัท อัคคีปราการ (AKP) ราคาวันแรกปรับตัวขึ้นชนเพดานสูงสุด 200% (ซิลลิง) ที่ 6 บาท หลังจากนั้นราคาปรับตัวลงมากกว่าขึ้น จนล่าสุดปิดที่ 5.05 บาท หรือคนที่เข้าไปซื้อหุ้นวันแรกขาดทุนแล้วมากกว่า 15%

ส่วนหุ้นพรีเมียร์ โพรดักส์ (PPP) วันแรกแจกกำไรสูงถึง 146% และวันที่สองราคาทรุดลงไปแรง 21.14%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน