
1มี.ค.ขัง6สัปดาห์
แก้เกณฑ์แคชฯน้อยกว่าคาดจุดพลุลุยต่อตปท.ขายหนัก1.89พันล้านกดหุ้นร่วง5จุด..
แก้เกณฑ์แคชฯน้อยกว่าคาดจุดพลุลุยต่อตปท.ขายหนัก1.89พันล้านกดหุ้นร่วง5จุด..
ตลาดขยายเวลาจับขังหุ้นแคชบาลานซ์เพิ่มเป็น 6 สัปดาห์ ดีเดย์ 1 มี.ค. เบากว่าที่ตลาดคาดการณ์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศขยายระยะเวลาให้ซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์ ในหลักทรัพย์ที่การซื้อขายผิดปกติและเข้าข่ายมาตรการแคชบาลานซ์ (นักลงทุนต้องวางเงินสดทั้ง 100% ก่อนสั่งซื้อ) เพิ่มเป็น 6 สัปดาห์ จากเดิมที่กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 3 สัปดาห์ โดยมีผลบังคับในรอบประกาศหลักทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขมาตรการแคชบาลานซ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2556 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ขอความร่วมมือสมาชิก (โบรกเกอร์) ให้ดูแลหรือให้คำแนะนำผู้ลงทุนในการลงทุนหรือตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ที่มีการเก็งกำไรสูงโดยคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน และติดตามข้อมูลเพื่อประกอบการลงทุนจากแหล่งข้อมูลที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เช่น รายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์เทิร์นโอเวอร์ลิสต์ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหลักทรัพย์ที่ต้องซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายเวลาเป็น 6 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสียหายของผู้ลงทุนในภาวะที่มีการซื้อขายในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายในช่วงเวลาสั้น นับตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. 2556 เป็นต้นมา
ปัจจุบันพบว่า มีหลักทรัพย์ที่อยู่นอก SET50 มีสัดส่วนการซื้อขายเกิน 50% ตั้งแต่ต้นปีนี้ เทียบจากปี 2555 อยู่ที่ 36% และหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) เกิน 40 เท่า รวมกว่า 100 หลักทรัพย์ รวมถึงสัดส่วนผู้ลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62% จาก 50% ในปีก่อนหน้า
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังพบว่า มีจำนวนหลักทรัพย์ที่มีอัตราหมุนเวียนสูง และมีราคาไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทซึ่งเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากตลอดทั้งปี 2555 มีจำนวน 50 หลักทรัพย์ เทียบกับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน มีจำนวนถึง 44 หลักทรัพย์ ซึ่งสะท้อนสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูงขึ้นอย่างมาก
สำหรับมาตรการแคชบาลานซ์ คือ การให้โบรกเกอร์ดำเนินการให้ลูกค้าซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์โดยต้องซื้อขายด้วยเงินสด 100% และไม่ให้กู้ยืมเงินในการซื้อหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายตามเกณฑ์ โดยมีการเปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายตามเกณฑ์ดังกล่าวทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ ที่ www.set.or.th
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงเกณฑ์แคชบาลานซ์ที่เบากว่าที่มีข่าวลือ เนื่องจากขยายระยะเวลาเพิ่มเป็น 6 สัปดาห์เท่านั้น โดยไม่เพิ่มวงเงินในการวางเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็น 150% และหุ้นที่ซื้อขายหมุนเวียน จากเดิมใช้เกณฑ์ 50% จะปรับลงมาเป็น 40% เพื่อให้เข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์เร็วขึ้น
“แคชบาลานซ์ที่ขยายระยะเวลาเป็น 6 สัปดาห์จะช่วยลดการเก็งกำไรในหุ้นร้อนแรงได้บ้าง แต่คงไม่สามารถหยุดการไล่ราคาหุ้นได้เพราะไม่ได้ลดปริมาณเงินในการเก็งกำไรมากนัก
ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้หุ้นจำนวน 13 บริษัทเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.-8 มี.ค. 2556 ซึ่งเป็นไปอย่างที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขึ้นเครื่องหมาย Trading Alert List เตือนหุ้นบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ (TSF) วันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังระดับราคาและปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปมากจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งอยู่ระหว่างบริษัทชี้แจงข้อมูล
ทั้งนี้ ราคาหุ้น TSF ปิดที่ 3.62 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาทหรือ 16.03% ดีดขึ้นแรงจากระหว่างวันลงไปต่ำสุดถึง 2.90 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายมากถึง 1,033.03 ล้านบาท
ด้านตลาดหุ้นโดยรวม ดัชนีก็มีความผันผวนระหว่างวันแกว่งขึ้นและลงถึง 12 จุด คือขึ้นไปสูงสุดระดับ 1,526.23 จุดและลงไปต่ำสุด 1,514.03 จุด แต่มาปิดที่ระดับ 1,521.52 จุด ติดลบ 5.22 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมามากถึง 1,896.34 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศซื้อจำนวน 1,274 ล้านบาทและรายย่อยซื้อ 780 ล้านบาท อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อตราสารหนี้สุทธิ มูลค่า 1,308 ล้านบาท
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 20 ก.พ.นี้ มีโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนค่าเงินบาทในวันที่ 15 ก.พ. ปิดที่ 29.84 บาท อ่อนค่าลงเล็กน้อยเทียบกับระดับ 29.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลว่า ธปท.อาจจะมีการออกมาตรการแทรกแซงค่าเงิน







