
Great Rotationในตลาดการเงินโลกและนัยต่อการลงทุน (ตอน 1)
Great Rotation ในตลาดการเงินโลกและนัยต่อการลงทุน ตอนที่ 1ขณะนี้นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ของโลกกำลังพิจารณาปรากฏการณ์ที่กระแสเงินทุนออกจากตราสารหนี้เข้าสู่หุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 10 ปี โดยการเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนจาก “ตราสารหนี้” ไป “หุ้น” นี้ โดยถูกเรียกขานว่า “Great Rotation” อีกทั้งการเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนที่ว่านี้ ยังเกิดขึ้นทั้งในส่วนของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย
Great Rotation ในตลาดการเงินโลกและนัยต่อการลงทุน ตอนที่ 1ขณะนี้นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ของโลกกำลังพิจารณาปรากฏการณ์ที่กระแสเงินทุนออกจากตราสารหนี้เข้าสู่หุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 10 ปี โดยการเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนจาก “ตราสารหนี้” ไป “หุ้น” นี้ โดยถูกเรียกขานว่า “Great Rotation” อีกทั้งการเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนที่ว่านี้ ยังเกิดขึ้นทั้งในส่วนของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย
Great Rotation เป็นแนวคิดการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของโลกที่ชื่อว่า Merrill Lynch (ปัจุจบันเป็นส่วนหนึ่งของธนาคาร Bank of America ) ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2554 โดยมองว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาจะกลับสู่ปกติ นักลงทุนจะหวนมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และในที่สุดจะขายพันธบัตรและโยกเงินเข้าสู่หุ้นโดยอารมณ์และความรู้สึกของตลาดจะหายกังวลต่อความเสี่ยงสุดขั้ว ในระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก
แต่ในตอนนั้น แนวคิด Great Rotation นี้ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะช่วงนั้นโลกการลงทุนถูกครอบงำด้วยแนวคิดการลงทุนของบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ของโลก PIMCO ซึ่งชูแนวคิด New Normal เป็นแนวคิดหลักของการลงทุน โดยแนวคิด New Normal เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตในปี 2551 จะขยายตัวในอัตราต่ำ การว่างงานในประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยนโยบายจะต่ำ ผนวกกับบทบาทของภาครัฐในการบริหารจัดการเศรษฐกิจหรืออีกนัยหนึ่งคือจะลดบทบาทของกลไกตลาดมากขึ้น การลงทุนที่ดีภายใต้แนวคิดดังกล่าว คือการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว
ครั้นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มนโยบายพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในชื่อ “นโยบาย QE” ยิ่งทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลดีขึ้น เพราะธนาคารกลางพิมพ์เงินเข้ามาไล่ซื้อ ผลคือ ราคาพันธบัตรสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ในหลายช่วงอายุปรับลงต่ำเป็นประวัติการณ์
แต่ภายใต้นโยบาย QE ของ Fed และต่อมาธนาคารกลางอังกฤษทำเลียนแบบบ้าง ตามด้วยนโยบายการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศยูโรโซนในตลาดรองของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในชื่อ “นโยบาย OMT” ทำให้ผู้ลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทำกำไรได้ และปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงนั้นมีระดับกำไรสูงกว่ากำไรจากการลงทุนในพันธบัตรค่อนข้างมาก
เมื่อปลายปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับแห่งนโยบายพิมพ์เงิน มีการเลือกตั้งใหม่และพรรคการเมืองเก่าแก่มีประสบการณ์บริหารประเทศญี่ปุ่นอย่างยาวนาน ชื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายด้วยนโยบายพิมพ์เงินครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเริ่มเดินหน้าทันทีหลังทราบผลเลือกตั้งโดยว่าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเรียกผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นมาพบและกดดันต่อ BoJ เต็มรูปแบบ โดยเผยเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นที่ 2 % และตั้งใจกดค่าเงินเยนให้อ่อน
ผลของการเปลี่ยนแปลงการเมืองในญี่ปุ่น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรงเพราะในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ระบบการเงินโลกหวั่นไหวกับเสถียรภาพของระบบอัตราแลกเปลี่ยนยูโรว่าจะล้มหรือไม่ล้ม และความไม่มั่นใจในสถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างพรรคเดโมแครต ซึ่งครองอำนาจรัฐและพรรคฝ่ายค้านคือ พรรครีพับรีกัน ทำให้ตลาดกังวลว่า พรรครีพับรีกันจะกดดันให้สหรัฐอเมริกาผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หากพรรครีพับรีกันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามา อีกทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของการประกาศมาตรการพิมพ์เงินของ Fed แต่ละครั้ง ผนวกกับราคาทองคำขึ้นทะยานสูงขึ้นมากจนนักลงทุนสถาบันไม่สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนของตนเองไปอยู่ในทองคำมากไปกว่านี้ได้แล้ว เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอลงครั้งแรกในรอบหลายสิบปี และจีนไม่เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าออกอย่างเสรี บราซิลกำลังเผชิญเศรษฐกิจชะลอตัว อินเดียมีปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง และไม่เปิดให้เงินทุนไหลเข้าออกเสรี รัสเซียยังไม่มีสถียรภาพ และการผิดนัดชำระหนี้อย่างหน้าชื่นตาบานของรัสเซียเมื่อสิบกว่าปีก่อน ยังอยู่ในความทรงจำของชุมชนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์แทรกแซงระบบอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผยด้วยการกดค่าเงินฟรังค์สวิสให้อ่อนค่าอย่างมาก
ด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนในระบบการเงินโลกอย่างมาก ผลคือเงินทุนส่วนใหญ่ของโลกล้วนไม่มีที่ไป และเมื่อพิจารณารอบด้านแล้ว ถึงความกว้างและความลึกรวมทั้งปริมาณธุรกรรมการค้าโลกพบว่าญี่ปุ่นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการ “หลบภัย”
หมายเหตุ โปรดติดตามตอนต่อไป บทความนี้เป็นทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด







