
โซนนิ่งพื้นที่เกษตรภารกิจเข็นครกขึ้นภูเขา
รัฐบาลกำลังจะออกแบบโมเดลในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรใหม่ ภายใต้โครงการจัดทำโซนนิงพื้นที่การเกษตร โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรอย่างเบ็ดเสร็จ ท่ามกลางความหลากหลายของภาคเกษตรไทยที่ซับซ้อนในทุกมิติ
รัฐบาลกำลังจะออกแบบโมเดลในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรใหม่ ภายใต้โครงการจัดทำโซนนิงพื้นที่การเกษตร โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรอย่างเบ็ดเสร็จ ท่ามกลางความหลากหลายของภาคเกษตรไทยที่ซับซ้อนในทุกมิติ
ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เริ่มโครงการด้วยการจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชเศรษฐกิจ และออกประกาศพื้นที่เหมาะสมในการปลูกพืช 6 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และจากนี้จะต้องนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการตลาดของกระทรวงพาณิชย์ และการจัดระบบโลจิสติกส์โดยกระทรวงคมนาคมจะตามเข้ามา
ซึ่งต้องติดตามดูว่ารัฐบาลจะสานต่อให้เกิดเป็นจริงได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและเกษตรกร ซึ่งล้วนเห็นด้วยกับการจัดทำโซนนิง ต่างมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ
จารึก สิงหปรีชา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ดีหากว่ารัฐบาลทำได้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีการทำมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ทำโดยลำพัง
ที่สำคัญคือเรื่องตลาด ที่รัฐบาลต้องวางให้ชัดเจนว่าแต่ละปีตลาดต้องการสินค้าเกษตรอะไร ปริมาณเท่าไหร่ แบ่งเป็นการบริโภคในประเทศและการส่งออกในสัดส่วนเท่าไหร่ จะเชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคเอกชนอย่างไรเพื่อให้เป็นคู่ผลิต คู่ค้าระหว่างกัน โดยรัฐบาลทำหน้าที่พี่เลี้ยง
นอกจากนี้ มาตรการจูงใจต้องชัดเจน การดูแลช่วยเหลือเกษตรการในพื้นที่โซนนิงกับพื้นที่นอกโซนนิงต้องแตกต่างกัน โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือเมื่อราคาสินค้าตกต่ำ หรือเกิดภัยพิบัติขึ้น ที่ต้องไม่เหมือนกัน
เสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง เห็นด้วยกับนโยบายโซนนิงพื้นที่เกษตร แต่ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลจะมีรูปแบบการทำงานอย่างไรที่จะทำให้การโซนนิงทำได้จริงและเกิดผลสูงสุด เพราะฉะนั้นโครงการนี้ต้องมีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนและทำได้จริง ซึ่งจะทำให้การทำธุรกิจ และการวางแผนการตลาดของเอกชนทำได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งจากไร่สู่โรงงาน
อุปสรรคสำคัญอีกประการคือ การที่เกษตรกรไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ซึ่งสมาคมได้พยายามทำเรื่องนี้มาเกือบ 20 ปีแต่ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อราคาสินค้าแกว่ง เกษตรกรก็จะไม่ขายให้กับโรงงานตามข้อตกลงเดิม
ลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หากรัฐบาลทำได้จริงจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเกษตรกร เพราะจะทำให้ผลผลิตได้คุณภาพตามที่ต้องการและลดการสูญเสียต้นทุนค่าขนส่ง แต่การทำโซนนิงรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแลเกษตรกรในเขตส่งเสริมที่แตกต่างจากเกษตรกรนอกเขตด้วย โดยเสนอให้รัฐบาลใช้ประเทศมาเลเซียเป็นต้นแบบ เพราะมีการโซนนิงพื้นที่ปลูกปาล์มที่ชัดเจน โดยรัฐบาลมาเลเซียจะกำหนดว่า หากเอกชนจะตั้งโรงงานแปรรูปขนาดกำลังการผลิต 45 ตันต่อชั่วโมงจะต้องมีพื้นที่สวนปาล์มประมาณ 4 หมื่นไร่ และให้รับซื้อปาล์มในพื้นที่เท่านั้น
ต่างจากประเทศไทยที่ตั้งโรงงานโดยไม่ดูปริมาณผลผลิตในพื้นที่ ทำให้หลายโรงงานใกล้จะปิดตัวเพราะไม่มีวัตถุดิบเต็มศักยภาพการผลิต เช่น จ.สุราษฎร์ธานี มีถึง 18 โรงงาน หรือในบางกรณีที่ผลผลิตขาดตลาด กลับทำให้ต้องแย่งกันซื้อผลปาล์ม โรงงานบางแห่งในจังหวัดอื่นยอมซื้อแพงแถมบวกเงินค่าขนส่งให้ด้วย แต่ในประเทศมาเลเซียจะไม่ยอมให้เกิดเช่นนั้น เพราะเห็นว่าเป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียงเพื่อไปซื้อสินค้าเกษตรที่ราคาเท่าเดิม เป็นต้น







