posttoday
ฟิลิปปินส์รับมือเงินร้อน

ฟิลิปปินส์รับมือเงินร้อน

14 กุมภาพันธ์ 2556

สวัสดีครับทุกท่าน เห็นได้ชัดเจนว่าระดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยมีสัญญาณเตือน 2 เรื่อง ได้แก่ 1) การที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ ตั้งแต่วันที่ 512 ก.พ. มีมูลค่ารวม 13,758 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณ SET Index ที่ระดับ 1,500 จุด และ 2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ออกมาแสดงความกังวลบ่อยครั้งขึ้นเกี่ยวกับความร้อนแรงของหุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีมาตรการดูแลเพิ่มเติม ดังนั้นผมจึงอยากจะเตือนนักลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนให้มากขึ้น

สวัสดีครับทุกท่าน เห็นได้ชัดเจนว่าระดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยมีสัญญาณเตือน 2 เรื่อง ได้แก่ 1) การที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ ตั้งแต่วันที่ 512 ก.พ. มีมูลค่ารวม 13,758 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณ SET Index ที่ระดับ 1,500 จุด และ 2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ออกมาแสดงความกังวลบ่อยครั้งขึ้นเกี่ยวกับความร้อนแรงของหุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีมาตรการดูแลเพิ่มเติม ดังนั้นผมจึงอยากจะเตือนนักลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนให้มากขึ้น

สำหรับประเด็นที่ผมเลือกมานำเสนอในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับการรับมือกับ Hot Money ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้ ปัญหาการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศของฟิลิปปินส์เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเปโซเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในปี 2555 เท่ากับ 6.35% มากกว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐเพียง 2.87% ส่วนในปี 2556 ค่าเงินบาทมีระดับการแข็งค่าที่มากกว่าอยู่ 2.6% ส่วนเปโซอยู่ที่ 1% ดังนั้น หากพิจารณาในระยะยาว จะเห็นได้ว่าค่าเงินเปโซยังคงแข็งค่ามากกว่าค่าเงินบาท

ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรการรับมือกับ Hot Money ของประเทศฟิลิปปินส์ ผมขอกล่าวถึงภาพรวมของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์พอสังเขปเพื่อให้เข้ากับชื่อ Column ของผมที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาเซียน และที่สำคัญ คือ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีสูสีกับตลาดหุ้นไทยในปี 2555 โดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปรับตัวขึ้น 32.95% รองจากตลาดหุ้นไทยที่ 35.7% ส่วนในปี 2556 พบว่า ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 12.3% ซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้นประมาณ 8% โดยในปี 2555 นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย แต่มูลค่าตลาดของฟิลิปปินส์เล็กกว่าไทย 1.6 เท่า

ผมสังเกตเห็นว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ในช่วงหลังวิกฤตการเงินสหรัฐค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยอย่างมากเหมือนเป็นตลาดหุ้นฝาแฝด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถือว่าเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ TIP (Thailand Indonesia Philippine) โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 2009 เนื่องจากเศรษฐกิจของอินโดนีเซียไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในสหรัฐ แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซียก็เริ่มชะลอตัว โดยนักลงทุนต่างประเทศหันมาลงทุนในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์และตลาดหุ้นไทยมากกว่า ผมคิดว่าส่วนสำคัญ คือ ทั้งตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์มีปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ (เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ปี 2555 GDP ขยายตัว 6.6% ส่วนปี 2556 Maybank คาดว่าจะขยายตัว 6.4%)

สำหรับแนวโน้มของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ในปี 2556 ฝ่ายวิจัยของ Maybank Kim Eng ที่ฟิลิปปินส์ ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีไว้ที่ระดับ 6,200 จุด ซึ่งคิดเป็นค่า PE ที่ระดับ 17.5 เท่า บนสมมติฐานการเติบโตของกำไรสุทธิ +10% ทั้งนี้ดัชนีของตลาดหุ้นฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 6,500 จุด ซึ่งเกินเป้าหมายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยของ Maybank Kim Eng ที่ฟิลิปปินส์ ได้ระบุไว้ในรายงานแล้วว่า ดัชนีตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินเป้าหมายได้จากอิทธิของเงินทุนไหลเข้า (จะเห็นได้ว่าคล้ายคลึงกับประเทศไทย)

สำหรับการไหลเข้าของ Hot Money นั้น ส่งผลให้ธนาคารกลางของฟิลิปปินส์ออกมาตรการเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 โดยมาตรการสำคัญ ได้แก่ 1) การที่ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ 2) แยกบัญชีเงินฝากของนักลงทุนต่างชาติที่ฝากไว้กับธนาคารกลาง และ 3) กำหนดเพดานสำหรับธุรกรรม Forward ที่ไม่ได้มีการส่งมอบจริงไว้ที่ 20% ของเงินกองทุนสำหรับธนาคารท้องถิ่น และ 100% สำหรับสาขาธนาคารต่างชาติ ทั้งนี้ ยังคงมีโอกาสที่ธนาคารกลางจะออกมาตรการอื่นๆ ตามมาอีกในปี 2556 แต่คงเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามมาตรการในเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงกับตลาดหุ้นหากระดับของมาตรการรุนแรงขึ้น

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวและปัญหาที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์กำลังเผชิญมีความคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นไทยมาก ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้นักลงทุนติดตามทิศทางและแนวทางในการจัดการกับ Hot Money ของฟิลิปปินส์ในปีนี้ เนื่องจากอาจจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยด้วย

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองแล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร