
ยกระดับมาตรฐานอาชีวะ
สพฐ.นำร่องเปิดอินเตอร์14ที่รับนานาชาติหวังปั้นไทยฮับการศึกษาของภูมิภาค
สพฐ.นำร่องเปิดอินเตอร์14ที่รับนานาชาติหวังปั้นไทยฮับการศึกษาของภูมิภาค
เตรียมชงบอร์ดใหม่ยกระดับเด็กจบอาชีวะ ด้าน สพฐ.นำร่องเปิดห้องเรียนอินเตอร์ 14 แห่งรับเด็กต่างชาติ
นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการเตรียมเรื่องเพื่อเสนอให้นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคนใหม่พิจารณา โดยอยากให้วางยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคน เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมถึงแนวทางการส่งเสริมให้เด็กหันมาเรียนสายอาชีพมากขึ้นทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี โดยต้องเร่งความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ที่จบสายอาชีพทุกระดับให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพตามที่ตลาดทั้งในและต่างประเทศต้องการ
ทั้งนี้ ในปี 2559 ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพและสามัญศึกษาในอัตรา 50 : 50 จากปัจจุบันมีเด็กที่เรียนสายอาชีพเพียง 39% เท่านั้น สาเหตุที่สัดส่วนผู้เรียนยังไม่ได้ตามเป้า ส่วนหนึ่งเป็นค่านิยมของคนเรียนจบสายอาชีพแล้วไปทำงานจะเหนื่อย จึงเกิดค่านิยมเรียนให้ถึงปริญญาตรี
ขณะเดียวกันอาชีวศึกษากำลังจะเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการ แต่จำนวนยังไม่นิ่งเนื่องจากต้องการให้เปิดแล้วผลิตนักศึกษาออกมาให้มีคุณภาพที่สุด
ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำร่องเปิดห้องเรียนพิเศษใน 14 โรงเรียน โดยรับนักเรียนชาวต่างชาติเข้ามาเรียนร่วมกับนักเรียนไทยในหลักสูตรต่างๆ ที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพื่อรองรับโครงการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาค (ฮับ)
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังเปิดเออีซีในปี 2558 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะใน 7 วิชาชีพ ได้แก่ วิศวกร แพทย์ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก นักการบัญชี และนักสำรวจ ทำให้มีเด็กที่ติดตามผู้ปกครองเข้ามาเรียนมากขึ้น
สำหรับการจัดการเรียนการสอนนั้น จะใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้สามารถย้ายไปเรียนโรงเรียนใดในห้องพิเศษก็ได้ เพื่อเด็กจะได้รับการศึกษาต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในอนาคตจะทำความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาจากประเทศที่มีการทำข้อตกลง (เอ็มโอยู) ทางการศึกษาร่วมกันด้วย รวมทั้งจะมีการขยายโครงการห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2,362 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น







