posttoday
นรากร ราชพลสิทธิ์ เอ็มดี "ยูเรกา ดีไซน์"

นรากร ราชพลสิทธิ์ เอ็มดี "ยูเรกา ดีไซน์"

13 กุมภาพันธ์ 2556

“นรากร ราชพลสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ (EUREKA) วัย 41 ปี เจ้าของธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรมประกอบและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นเรื่องบังเอิญ แต่การดำรงอยู่และเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้จนทุกวันนี้เกิดจากความตั้งใจ และเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในไตรมาสแรกนี้

“นรากร ราชพลสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ (EUREKA) วัย 41 ปี เจ้าของธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรมประกอบและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นเรื่องบังเอิญ แต่การดำรงอยู่และเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้จนทุกวันนี้เกิดจากความตั้งใจ และเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในไตรมาสแรกนี้

หนุ่มวิศวกร สาขาเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าทำงานบริษัท ผลิตภัณฑ์วิศวไทย ในเครือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ทุนเรียนปริญญาโท สาขา Manufacturing and Design, Illinois of Technology มหาวิทยาลัยชั้นนำ 30 อันดับแรกของสหรัฐ

หลังจากนั้นกลับมาทำงานได้เพียง 3 เดือน เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 SCC ได้ขายบริษัทให้กับทางโตโยต้า

ตอนที่เข้ามาร่วมงานในเครือปูนซิเมนต์ไทย เขาก็คิดว่าได้มาอยู่ที่บริษัทมีความมั่นคงแล้ว แต่สุดท้ายเมื่อต้องย้ายตามบริษัทที่เข้ามาซื้อ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

ตรงนี้กลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่สำคัญ เพราะสุดท้ายกลายเป็นแหล่งความรู้และติดตัวเขามาตั้งแต่วันนั้น

“จากที่เรียนรู้วิธีการทำงานออกแบบสไตล์ไทยมาแล้ว ผมก็ได้รู้วิธีและสไตล์การทำงานของบริษัทญี่ปุ่นเป็นอย่างไรและก็นำมาใช้ได้ถึงปัจจุบัน จนมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการส่วนวิศวกรรม ก็เริ่มตัดสินใจที่จะลาออกไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก”

“นรากร” ลาออกล่วงหน้ากับที่ทำงาน 1 ปี เพราะอยากกลับไปเป็นอาจารย์สอนทางด้านการออกแบบและผลิตเครื่องจักร

แต่เกิดจุดหักเหของชีวิต เพราะมารดาไม่สบายทำให้ตัดสินใจไม่เรียนต่อ ครั้นจะกลับไปทำงานที่เก่าก็ไม่ได้ เพราะยื่นหนังสือลาออกไปแล้ว จึงเกิดจุดเริ่มต้นของแนวคิดว่า เริ่มต้นทำธุรกิจดีกว่า

จากนั้นก็เริ่มศึกษาและสำรวจตลาดอย่างจริงจัง โดยได้ให้น้องสาวเข้ามาช่วยสำรวจด้านการตลาด ซึ่งทำให้รู้ว่าในประเทศยังมีฐานลูกค้าจำนวนมาก

เขาเล่าว่า ตอนแรกทำคนเดียว 23 เดือน จากนั้นก็เริ่มมีเพื่อนทยอยออกมาทำร่วมกัน พร้อมกับเริ่มรับเด็กวิศวะที่เพิ่งจบมาอบรมใหม่

เครื่องจักรตัวแรกที่ผลิตออกมาเดือน เม.ย. 2546 มีลูกค้ารายแรก คือ บริษัท ไทยยามาฮ่า ที่ผลิตชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทำตั้งแต่กลุ่มทุนยังเป็นคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช จนตอนนี้มีลูกค้าชั้นนำในมืออีกมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบรถยนต์ในประเทศทุกยี่ห้อ ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ มาสด้า อีซูซุ ฮีโน่ นิสสัน และผู้ประกอบรถยนต์ในประเทศอินเดีย หรือผู้ประกอบรถจักรยานยนต์อย่าง ยามาฮ่า ฮอนด้า และซูซูกิ รวมถึงลูกค้าต่างประเทศที่เวียดนาม

ธุรกิจนี้ ไม่มีผู้นำในตลาดที่ชัดเจน เป็นธุรกิจที่มีการแบ่งลูกค้ากันชัดเจน โดยเฉพาะอันดับ 25 มีส่วนแบ่งการตลาดที่ 2.5% เท่านั้น ซึ่งหมายถึงบริษัทด้วย

ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าทั้งหมด 70 ราย ซึ่งมากถึง 90% ที่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น แต่ถ้าจะให้เทียบกันชัดเจนในบริษัทจดทะเบียนเช่นกัน คือ บริษัท ที.เอ็ม.ซี. อุตสาหกรรม (TMC) แต่ของ EUREKA ออกแบบและผลิตในส่วนต้นน้ำ

การที่ความต้องการในการผลิตและออกแบบเครื่องจักรยังมีอยู่มากกว่าจำนวนผู้ผลิต พร้อมกับได้อานิสงส์ที่อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ยังมีอนาคตสดใสอีกมาก ทำให้ตอนนี้ EUREKA นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นที่จะต้องระดมทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนเรื่องระบบเทคโนโลยีและกิจการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น

“บริษัทต้องการระดมทุนเพื่อลดภาระดอกเบี้ย และต้องการเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะการเป็นบริษัทจดทะเบียนจะสร้างความเชื่อมั่นในบริษัท”

9 เดือนแรกปี 2555 บริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 1.9 เท่า ภายหลังการขายหุ้นเพิ่มทุนให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) จะลดดี/อีเหลือต่ำกว่า 1 เท่า

EUREKA ดำเนินธุรกิจให้บริการออกแบบและผลิตเครื่องจักรสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมการประกอบและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัท คือ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติคำขออนุญาตในการเสนอขายหุ้นไอพีโอของ EUREKA แล้ว

ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์มากกว่า 10 ราย มีจำนวนบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยมากกว่า 1,800 ราย กลุ่มฐานลูกค้าของ EUREKA 700 ราย

EUREKA มีการขยายตัวของรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2552 มีรายได้ 112.51 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.1 ล้านบาท ปี 2553 มีรายได้ 180.49 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6.9 ล้านบาท และปี 2554 มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 237.52 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.8 ล้านบาท

ล่าสุดงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 มีรายได้ 227.43 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 11.53 ล้านบาท

รายได้ของบริษัทนั้น 10% มาจากการส่งออกที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปี 2558

“ปี 2552 คือกำไรปกติของบริษัท แต่ปี 2553 และ 2554 นั้นบริษัทเผชิญปัญหาการย้ายโรงงานและน้ำท่วมทำให้กำไรปรับตัวลดลง คาดว่ากำไรเข้าสู่ภาวะปกติปีนี้”

“นรากร” ประมาณการอัตราเติบโตรายได้ 3 ปีข้างหน้าไม่ต่ำกว่าปีละ 30%

บริษัทปรับระบบการทำงานจากการพึ่งพิงแรงงานมาเป็นระบบไอทีมากขึ้นใน 2 ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะเห็นผล 100% ในปีนี้

จนถึงปัจจุบันนี้เขาเป็นผู้นำครอบครัวอย่างเต็มที่ ยกหน้าที่เรื่องการดูแลลูกทั้งสองคน ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ และลูกชายคนเล็กวัย 4 ขวบ มาไว้ที่เขา

วันเสาร์อาทิตย์ อุทิศเวลาทั้งหมดไปทำกิจกรรมกับลูกๆ ตามตารางที่ภรรยาได้เตรียมกิจกรรมไว้ทำพร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก โดยลูกของเขาชอบขี่ม้า เที่ยวสวนสาธารณะ

แต่ถ้าวันว่างส่วนตัวจริงๆ นั้นชอบอ่านหนังสือได้ทุกแนว ที่ชอบมากคือแนวธุรกิจและการลงทุน

อย่างนี้เรียกว่า งานนอกมีแต่จะก้าวกระโดด ส่วนงานในก็ไม่ให้บกพร่องจริงๆ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน