
Yield Curve ปรับลงในทุกช่วงอายุ
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (48 ก.พ.) มีมูลค่ารวม 527,394 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 105,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 17%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (48 ก.พ.) มีมูลค่ารวม 527,394 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 105,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 17%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 362,266 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 139,884 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 10,703 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 4.5 ปี) LB145B (อายุ 1.3 ปี) และ LB121DA (อายุ 8.9 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 25,822 ล้านบาท 24,133 ล้านบาท และ 18,243 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB13509B (อายุ 91 วัน) CB13307A (อายุ 28 วัน) และ CB13226A (อายุ 14 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 35,598 ล้านบาท 31,430 ล้านบาท และ 29,014 ล้านบาท ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงในทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ ในช่วงลบ 2 ถึงลบ 12 Basis Point พันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงในทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ ในช่วงลบ 2 ถึงลบ 12 Basis Point จากกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทย จนทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าสุดในรอบ 17 เดือน
ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ที่ระดับ 2.75% ต่อปี จะเป็นระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยระบุว่าเหมาะสมสำหรับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.25% ต่อปี หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละศูนย์ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ ธปท.จำเป็นต้องใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบถัดไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.พ.นี้ ธปท.จะมีการตัดสินใจด้านนโยบายอย่างไร
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 30,622 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 4,242 ล้านบาท ด้านนักลงทุนรายย่อย ในสัปดาห์นี้มียอดซื้อสุทธิ 77 ล้านบาท







