posttoday
Currency War ภาค 2013

Currency War ภาค 2013

07 กุมภาพันธ์ 2556

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นช่วงที่ความผันผวน (Volatility) เริ่มกลับมาเยือนตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นช่วงที่ความผันผวน (Volatility) เริ่มกลับมาเยือนตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน

ทั้งนี้ ผมเริ่มเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยมีการอ่อนตัวลงบ้างในบางวันตามตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการขายสุทธิสลับออกมาบ้าง สำหรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกนั้นยังคงถือว่าไม่มาก แต่ผมเชื่อว่าจากนี้ไปจะมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการที่ราคาหุ้นยิ่งปรับตัวขึ้นสูงก็จะยิ่งเปราะบางต่อปัจจัยลบที่อาจเข้ามากระทบได้ทุกเมื่อ และมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งสัญญาณที่บอกกับนักลงทุนว่า “ตลาดหุ้นสามารถปรับตัวลดลงได้น่ะ”

ตลาดหุ้นที่ผมอยากให้จับตาเป็นพิเศษ คือ ตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นไทยเองก็น่าติดตาม เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาถึง 1,500 จุด แล้วแต่ยังไม่เห็นการปรับประมาณกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายของหุ้น Big Cap เท่าไหร่ ส่วนหุ้นที่ผมเห็นว่ามีการปรับประมาณการและเป้าหมายยังคงเป็นหุ้นขนาดเล็ก เช่น KK เป็นต้น และจากฐานข้อมูลของฝ่ายวิจัย Maybank Kim Eng พบว่าราคาหุ้นที่ยังคงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มไอซีที กลุ่มอาหาร กลุ่มธนาคาร และกลุ่มปิโตรเคมี สำหรับกลุ่มที่ผมคิดว่าเหมาะสมสำหรับการซื้อลงทุนในช่วงนี้ คือ ไอซีที หุ้นเด่น ได้แก่ INTUCH MFEC ส่วนหุ้นที่สามารถซื้อลงทุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ธนาคาร ซึ่งผมยังคงชอบหุ้น SCC KTB TCAP และ KK

กลับมาที่ประเด็นที่ผมพาดหัวไว้ คือ Currency War ภาค 2013 หรือ สงครามค่าเงิน ภาค ปี 2013 ฟังดูคุ้นๆ เหมือนภาพยนตร์ Hollywood ที่มีหลายภาค เนื่องจากประเด็นเรื่อง Currency War ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลกของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1930 โดยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในปี 2010 โดยรัฐมนตรีคลังของบราซิล หลังจากนั้น Currency War ก็กลายเป็นคำฮิตในตลาดการเงินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ผมขอเท้าความสักเล็กน้อยเกี่ยวกับสงครามค่าเงินในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายถึงการแข่งกันลดค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการค้าการส่งออกนั่นเอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐกับจีน ถือว่าเป็นประเทศที่ทำสงครามค่าเงินกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัฐบาลจีนพยายามที่จะรักษาค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ สงครามค่าเงินระหว่างสหรัฐกับจีนถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก มีการฟ้องร้องกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยการประนีประนอม ในขณะที่จีนเองได้หันไปให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น รวมถึงต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับค่าเงินหยวนในตลาดการเงิน จึงยอมให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ส่วน Currency War 2013 นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ได้มีข้อตกลงร่วมกันกับธนาคารกลางญี่ปุ่นในการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งสำคัญ โดยประกาศจะเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 13 ล้านล้านเยน เริ่มเดือน ม.ค. 2014 โดยไม่จำกัดเวลา เพื่อให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า ล่าสุดผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่กำลังจะเข้ามาดำเนินมาตรการดังกล่าวแทนคนเดิม มาตรการของญี่ปุ่นในครั้งนี้ถือว่าเห็นผลตรงที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าจาก 78 เยน มาอยู่บริเวณ 93 เยนต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลบวกต่อการส่งออกของญี่ปุ่นในช่วงนี้ แต่ส่งผลกระทบให้ค่าเงินของประเทศอื่นแข็งค่า เช่น ค่าเงินบาท เงินวอนเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงกับญี่ปุ่น

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นเป็นประเด็น คือ วิธีการในการทำให้ค่าเงินเยนอ่อน คือ การใช้มาตรการซื้อสินทรัพย์ หรือ QE ซึ่งเหมือนกับสหรัฐ เป็นการเพิ่มปริมาณเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ ปริมาณเงินเหล่านั้นไม่ได้ไหลเข้าไปอยู่ในภาคธุรกิจที่แท้จริง แต่กลับไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางการเงิน รวมถึงสร้างโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการแข็งค่าของเงินสกุลอื่น จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Currency War

ประเด็นที่ผมกำลังติดตาม คือ มาตรการ QE ของสหรัฐและญี่ปุ่น กำลังช่วยให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าเทียบกับเงินในเอเชียและเงินยูโร ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสหรัฐ เงินยูโร และเอเชีย ในขณะที่ยุโรปไม่ได้มีมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินยูโรอ่อนค่าที่สุด ถือว่ามีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของเยอรมนีเติบโตได้ แต่ในปี 2013 ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีคลังของเยอรมนีไม่ได้พูดเล่นว่า มาตรการของญี่ปุ่นจะทำให้เกิดสงครามค่าเงิน ผมเชื่อว่าหากค่าเงินยูโรยังคงแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ ในที่สุดธนาคารกลางยุโรปอาจจำเป็นต้องออกมาลดอัตราดอกเบี้ย หรือใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในลักษณะ QE เหมือนกับสหรัฐและยุโรป ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นจริงจะเกิดผลกระทบ 2 เรื่อง คือ 1) สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาหุ้น และ 2) ค่าเงินในเอเชียและประเทศเกิดใหม่จะแข็งค่าขึ้นอีกจากการถูกเก็งกำไร โดยในที่สุดธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้อาจต้องออกมาตรการตอบโต้จากเบาไปหาหนัก ได้แก่ การเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า การลดอัตราดอกเบี้ย และการกันเงินทุนสำรอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นลบต่อตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ในประเด็นนี้ผมถือว่าเป็น Policy Risk ที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะของไทย ซึ่งยังไม่มีมาตรการในการรับมือกับเงินร้อนที่กำลังไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ของไทยได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า Currency War ในครั้งนี้คงไม่สามารถจัดการได้โดยการออกมาตรการของประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งได้เคยมีการออกมาตรการไปแล้ว เช่น บราซิล ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ โดยล่าสุดเกาหลีใต้ แต่น่าจะมีการจับมือร่วมกันเพื่อทำให้มาตรการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน