posttoday
ไม่ยุบ"เอสเอ็มอีแบงก์"

ไม่ยุบ"เอสเอ็มอีแบงก์"

07 กุมภาพันธ์ 2556

ในที่สุดแนวทางการแก้ปัญหาธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ประสบปัญหาหนี้ท่วมแบงก์กว่า 40-50% ก็ได้ข้อสรุป หลังจากมีความปั่นป่วนมา 4 วัน

ในที่สุดแนวทางการแก้ปัญหาธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ประสบปัญหาหนี้ท่วมแบงก์กว่า 40-50% ก็ได้ข้อสรุป หลังจากมีความปั่นป่วนมา 4 วัน

เมื่อกระทรวงการคลังยังให้โอกาสเอสเอ็มอีแบงก์เดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ เป็นการยุติปัญหาที่อาจทำให้ “แบงก์รัน” จนสกัดกั้นไม่อยู่

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า ภายหลังการหารือผู้บริหารเอสเอ็มอีแบงก์ เมื่อคืนวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารมีข้อสรุปออกมาว่าจะเร่งสรุปแผนฟื้นฟูธนาคารภายในสัปดาห์นี้ และยืนยันว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่สูงถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง 9.7 หมื่นล้านบาท ให้เหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท และจะลดลงเหลือ 1 ใน 4 ภายในสิ้นปี 2556

พร้อมกับจะเร่งขยายสินเชื่อของธนาคารให้เพิ่มขึ้นอีก 5% จากขณะนี้อยู่ในระดับ 9 หมื่นล้านบาท

โดยแนวทางลดหนี้นั้นมีหลายวิธี ทั้งในเรื่องนำหนี้ออกขาย ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ คงต้องรอแผนที่ฝ่ายบริหารจะเสนอมาก่อนว่าจะใช้วิธีการแบบไหน โดยมั่นใจว่าหากเอสเอ็มอีแบงก์สามารถทำได้ตามที่ระบุไว้ธนาคารยังอยู่ได้ คงไม่ถึงขั้นของการควบรวมของธนาคารออมสิน

เพราะที่ผ่านมาปัญหาของธนาคารเกิดจากการบริหารจัดการที่มีปัญหา ถ้าแก้ไขได้จะทำให้กลไกของธนาคารเดินหน้าต่อไปได้ และแม้ว่าในปีนี้ผลประกอบการไม่ดี แต่ยังจะมีโบนัสให้กับพนักงาน

ถือเป็นมติที่สามารถสลายปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐให้เดินหน้าต่อไป แต่จะสามารถทำตามแผนหรือไม่ยังเป็นปัญหาที่ต้องติดตาม

เพราะในช่วงตั้งแต่มีข่าวได้มีการขอถอนเงินฝากที่มีอยู่ 9.7 หมื่นล้านบาท ขนาด พิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหารเอสเอ็มอีแบงก์ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีผู้ฝากเงินคือรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ แสดงความจำนงต้องการขอคืนตั๋วเงินฝากจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินฝากระยะ 3 เดือน แต่เมื่อได้ชี้แจงให้ทราบว่าเอสเอ็มอีแบงก์ตั้งตาม พ.ร.บ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ทำให้ทุกคนเข้าใจและเชื่อมั่นยังไม่ถอนเงินฝากออกไป

สำหรับแผนการแก้ปัญหาธนาคารนั้น พิชัย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการฟื้นฟูกิจการ เปิดเผยว่า ในปี 2555 ที่ผ่านมาผลดำเนินงานขาดทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาท แต่ในปี 2556 หากสามารถเดินได้ตามแผนฟื้นฟู เชื่อมั่นว่าผลดำเนินงานจะกลับมามีกำไรได้ 4,000 ล้านบาท

ขณะที่ยอดหนี้เสียล่าสุดอยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าเป็นหนี้รายย่อยประมาณ 8,000 ราย คิดเป็นยอดหนี้เสียราว 1 หมื่นล้านบาทนั้น ในปี 2556 ตั้งเป้าหมายลดหนี้ 1.07 หมื่นล้านบาท ปี 2557 จะลดหนี้เสียให้เหลือ 2.3 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 ตั้งเป้าหมายลดหนี้เสียลงเหลือ 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นยอดหนี้เสีย 14%

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นง่ายๆ

“เรามีแนวคิดว่าจะคัดลูกหนี้ที่ผ่านการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จจริง รวมทั้งกำลังเจรจากับกระทรวงการคลังเรื่องหนี้บัญชีพิเศษ หรือ PSA ที่มีอยู่ 8,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เริ่มเป็นหนี้เสีย เพื่องบชดเชยให้ได้เร็วก็ไม่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนมาก ซึ่งเบื้องต้นได้เสนอขอเงินเพิ่มทุนไว้กว้างที่ 3,0006,000 ล้านบาท” พิชัย กล่าว

นอกจากการนี้ ได้ขอให้กระทรวงการคลังออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิให้กับธนาคารเพื่อนำมาใส่ในเงินกองทุนขั้นที่ 2 เพื่อลดปัญหาเงินกองทุนที่ติดลบ

นี่คือแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย