
ล้ำหน้า
พูดถึงประชาคมอาเซียน สิ่งที่หลายคนหลายประเทศพูดถึงในหลายครั้ง คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ”
พูดถึงประชาคมอาเซียน สิ่งที่หลายคนหลายประเทศพูดถึงในหลายครั้ง คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ”
ประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียนใหม่ อันได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือที่เรียกกันว่า “CLMV” ก็เป็น 4 ประเทศที่บรรดา “คนข้างใน” กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย
เช่น ประเทศพม่า ที่บรรดานักลงทุนต่างประเทศทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียนต่างจับจ้อง ทำให้บรรดานักธุรกิจในประเทศกำลังจ้องมองโอกาสแบบไม่คิดกะพริบตา
โอกาสที่หนึ่ง คือ โอกาสได้รับความรู้ใหม่ๆ ทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยีและทักษะการทำงาน โอกาสต่อมา คือ โอกาสขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด จากการได้ติดต่อเจรจากลุ่มคนใหม่ๆ หลังเปิดประเทศ
แต่โอกาสเหล่านี้กลับไม่ใช่โอกาสของคนกลุ่มใหญ่ แต่เป็นโอกาสที่ “กระจุก” อยู่กับกลุ่มคนที่เรียกได้ว่า “รวยอยู่แล้ว”
ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในพม่าถือเป็นปัญหาที่ชัดเจนมานานแล้ว ตัวอย่าง คือ คนรวยของพม่าสามารถนั่งเครื่องบินมารักษาอาการป่วยในไทย พร้อมพักในโรงแรม 23 คืน แล้วค่อยบินกลับประเทศไปได้อย่างสบายๆ ขณะที่กลุ่มคนจนของพม่า คือ คนไม่มีกำลังทรัพย์ในการรักษาตัว คนไม่มีงานทำ และกลุ่มหนึ่ง คือ คนที่ดิ้นรนลักลอบเข้ามาหางานทำในไทย เพื่อหารายได้ส่งกลับไปจุนเจือครอบครัว
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ จึงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนรวยในพม่า โอกาสสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ของแรงงานไร้ฝีมือในประเทศ แต่ขณะเดียวกัน คือ การสร้าง “ความเหลื่อมล้ำของรายได้” ในสังคมพม่าให้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น
ปัญหาดังกล่าวคล้ายคลึงกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในไทย หลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เมื่อปี 2538 และหลังช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กลุ่มนักธุรกิจในช่วงดังกล่าวรีบคว้าโอกาสในการเติบโต ประหนึ่งนักฟุตบอลหวังได้บอลมาเลี้ยง
หากมองเฉพาะสัดส่วนคนจน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงให้เห็นว่าลดลงอย่างมาก จากปี 2541 ที่ 17.46% เหลือเพียง 7.8% ในปี 2553
แต่หากมองที่ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในสังคมไทย ข้อมูลล่าสุดปี 2552 ระบุว่า ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วง 20 ปี โดยกลุ่มคนรวยที่สุดของประเทศ 10% ถือครองรายได้ของประเทศทั้งหมดไว้ 38.41% ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดของประเทศ 10% ถือครองรายได้ไว้เพียง 1.69% ห่างกัน 22.79 เท่า
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือ กลุ่มคนจนยังมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 1,503 บาทเท่านั้น
ผลงานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของ AEC ต่อช่องว่างทางรายได้และมิติด้านสังคม” โดย สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า กลุ่ม CLMV มีแนวโน้มเกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้ในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนเดิม ภาพรวมความเหลื่อมล้ำลดลงเพียงเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่า โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาควบคู่กับ “การพัฒนาสังคม” ยังคงเป็นเพียงโอกาสของเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และคนมีเงิน
เวทีประชาคมอาเซียนขณะนี้ จึงเปรียบเสมือนสนามฟุตบอล ที่มีผู้เล่นร่ำรวยวิ่ง “ล้ำหน้า” ไล่คว้าโอกาสอย่างลูกฟุตบอล โดยไม่สนใจผู้เล่นอื่นที่เป็นแรงงาน สังคม และองค์กรธุรกิจขนาดย่อม และที่สำคัญ คือ เป็นการวิ่งล้ำหน้าที่ไม่มีใครเป่านกหวีดฟาวล์
หากย้อนกลับไปดูพันธกิจในแผนงานการจัดตั้งประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SocioCultural Community Blueprint : ASCC Blueprint) มีข้อหนึ่งระบุถึง การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ถูกละเลยและถูกเอาเปรียบจากกระบวนการรวมตัวอาเซียนและโลกาภิวัตน์ และอีกข้อหนึ่งระบุถึง การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (Corporate Social Responsibility : CSR)
แต่ปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกลับยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสองเรื่องนี้ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เน้นทำ CSR ปลูกป่า สร้างฝาย ตามกระแส แต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจคน สังคม และองค์กรธุรกิจด้วยกันอย่างแท้จริง
เราอาจต้องการรัฐบาลมาเป็นกรรมการเป่าสัญญาณฟาวล์ พร้อมออกมาตรการกระจายรายได้ที่เป็นประโยชน์กว่าใบเหลือง ใบแดง...
เราอาจต้องการให้บริษัทขนาดใหญ่หยุดพฤติกรรมล้ำหน้า หันกลับมามองผู้เล่นตัวเล็กๆ วิ่งไม่ทัน ที่กำลังจะหกล้มบาดเจ็บออกนอกสนาม...
ทั้งสองกลุ่มต้องออกมาดูแล “คนข้างล่าง” อย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อให้ทั้งคนตัวเล็กและตัวใหญ่ในทีม “ชาติไทย” ของเรา ได้ก้าวไปสู่อาเซียนอย่างพร้อมเพรียง







