
หลากหลายรูปแบบของ "ใยแก้ว"
ไม่น่าเชื่อว่าเส้นใยแก้วเล็กละเอียดเหมือนขนมสายไหมจะสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลาย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องก่อนว่า ใยแก้วไม่ใช่ใยหิน เพราะใยหิน (ASBESTOS) เป็นแร่ตามธรรมชาติที่มีลักษณะเหมือนเส้นใยอัดแน่นเป็นชั้นๆ เหมือนขนมชั้น ซึ่งขุดขึ้นมาแล้วตีให้ฟูแตกเป็นเส้นใยก่อนที่จะนำมาใช้งานสำหรับนำไปใส่ในช่องว่างระหว่างผนังเพื่อให้เป็นฉนวนกันความร้อนหรือความเย็น หรือไม่ก็นำไปผสมกับซีเมนต์เพื่อให้เส้นใยเสริมความแข็งแรงแล้วผลิตเป็นพวกกระเบื้องหลังคา ท่อน้ำ เป็นต้น
ไม่น่าเชื่อว่าเส้นใยแก้วเล็กละเอียดเหมือนขนมสายไหมจะสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลาย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องก่อนว่า ใยแก้วไม่ใช่ใยหิน เพราะใยหิน (ASBESTOS) เป็นแร่ตามธรรมชาติที่มีลักษณะเหมือนเส้นใยอัดแน่นเป็นชั้นๆ เหมือนขนมชั้น ซึ่งขุดขึ้นมาแล้วตีให้ฟูแตกเป็นเส้นใยก่อนที่จะนำมาใช้งานสำหรับนำไปใส่ในช่องว่างระหว่างผนังเพื่อให้เป็นฉนวนกันความร้อนหรือความเย็น หรือไม่ก็นำไปผสมกับซีเมนต์เพื่อให้เส้นใยเสริมความแข็งแรงแล้วผลิตเป็นพวกกระเบื้องหลังคา ท่อน้ำ เป็นต้น
ในปัจจุบันได้มีการเลิกใช้เส้นใยหินในการผลิตกันไปหมดแล้ว แม้แต่ในประเทศไทยเองก็เตรียมที่จะยกเลิกเช่นกัน หลังจากที่มีการค้นพบว่า หากมีการสูดเอาฝุ่นเส้นใยหินเข้าไปสะสมในปอดเป็นเวลานานและจำนวนมากๆ จะก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
ส่วนเส้นใยแก้ว (Glass Wool) ถูกคิดค้นขึ้นมาทดแทน โดยนำเอาเศษแก้วหรือทรายไปหลอมละลายเป็นแก้วเหลวก่อนนำไปฉีดพ่นในเครื่องปั่นเส้นใยออกมาเป็นเส้นใยเล็กละเอียดเหมือนสายไหม แต่ละขนาดจะมีคุณสมบัติอย่างไร และมีขนาดเล็กละเอียดแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้
ใยแก้วเหล่านี้เมื่อโรยตัวลงมาจะมีการฉีดกาวเหลวเพื่อใช้ยึดเกาะเส้นใยให้ติดกันก่อนที่จะมีการบีบอัดให้มีความหนาแน่นของเนื้อใยแก้วตามการใช้งาน ส่วนมากแล้วจะบรรจุภายในภาชนะปิด เช่น ถุงฟอยล์ ถุงพลาสติก หรือมีการปิดยึดด้วยแผ่นฟอยล์และติดตั้งในตำแหน่งที่เราจะไม่ไปสัมผัสถูกตัวเส้นใยโดยตรง
มาดูกันว่า ใยแก้วที่หนาแน่นแตกต่างกันนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
สำหรับเนื้อใยแก้วที่มีการเกาะกันอย่างหลวมๆ เนื้อฟู มีโพรงอากาศแทรกตัวอยู่จำนวนมาก นิยมนำมาใช้ทำเป็น “ฉนวนป้องกันความร้อน” โดยมีหลักการว่า หากความร้อนแทรกตัวเข้ามาภายในโพรงใยแก้วแล้วจะเคลื่อนที่ผ่านไปอีกด้านหนึ่งไม่สะดวก โดยจะถูกกักไว้ภายในโพรงอากาศนั่นเอง ในทางกลับกันก็สามารถป้องกันความเย็นได้ในลักษณะเดียวกันด้วย
ฉนวนใยแก้วกันความร้อนแบบเป็นม้วนบรรจุภายในถุงฟอยล์ มีหลายความหนาตั้งแต่ 36 นิ้ว วิธีการใช้งานนั้นเพียงแค่นำไปปูบนฝ้าเพดานชั้นบนสุดที่อยู่ใต้หลังคา คลื่นความร้อนที่ระอุอยู่ใต้หลังคาก็ไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านลงมาได้
หากนำใยแก้วมาอัดให้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย โดยให้อยู่ในระดับปานกลางเพื่อให้สามารถทรงตัวในแนวตั้งได้ ก็สามารถที่จะนำไปกรุในผนังเพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอกอาคาร แผ่นฉนวนที่กรุในผนังจะมีขนาด 60x120 ซม. ห่อหุ้มรอบตัวด้วยแผ่นฟอยล์ เมื่อจะใช้งานก็นำมากรุในช่องว่างระหว่างโครงผนังเบา และหากเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อใยแก้วขึ้นอีกจะมีคุณสมบัติเป็น “ฉนวนกันเสียง” ซึ่งใช้กรุในผนังเพื่อลดเสียงรบกวนจากห้องด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้ หรือบุที่ผิวผนังเป็นผนังตกแต่งเพื่อให้ดูดซับเสียงได้เป็นอย่างดี
จากใยแก้วที่มีต้นกำเนิดเหมือนกัน แต่พอมีความหนาแน่นและรูปแบบที่ไม่เหมือนกันก็สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย เมื่อทราบแบบนี้แล้วเวลานำไปใช้งานควรเลือกใช้อย่างถูกต้องด้วย







