
เรียนรู้
อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 40 ปี แต่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มทำความรู้จักเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอย่างจริงจังในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี่เอง ประเด็นที่ให้ความสนใจกันมากก็หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจและการค้า ตัวผู้เขียนเองก็มองเรื่องนี้เป็นหลักเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา
อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 40 ปี แต่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มทำความรู้จักเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอย่างจริงจังในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี่เอง ประเด็นที่ให้ความสนใจกันมากก็หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจและการค้า ตัวผู้เขียนเองก็มองเรื่องนี้เป็นหลักเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา
แต่งานสัมมนาวิชาการประจำปี “อาเซียนศึกษา” ที่จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้เขียนและทำให้หันไปมองมิติอื่นๆ ของประชาคมอาเซียนบ้างอีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้พยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านในแง่ของสังคมและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ต่อไป
ผู้รู้ด้านอาเซียนที่มาให้ความรู้ในงานครั้งนี้ หลายคนบอกตรงกันว่า “ประวัติศาสตร์” บางช่วงบางตอนอาจทำให้คนไทยมองประเทศเพื่อนบ้านแบบไม่สนิทใจมากนัก แต่หากเราหันมามองในมุมของ “ประเพณีศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ” บ้าง ก็จะทำให้เราเห็นว่าชาวอาเซียนมี “จุดร่วม” กันมาก และจะทำให้เรามองเพื่อนบ้านในมุมที่ละเมียดละไมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ชาวไทย กัมพูชา ลาว พม่า ต่างก็เฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์ เพื่อส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วยการรดน้ำดำหัว เล่นน้ำ สาดน้ำ สไตล์ใครสไตล์มัน
หรือหากหันไปมองเรื่องวรรณคดี หลายประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออินโดนีเซีย ต่างก็รู้จัก “รามเกียรติ์” ที่มีเค้าโครงมาจาก “มหากาพย์รามายณะ” วรรณคดีอินเดีย แต่วิธีการถ่ายทอดออกมาเป็นศิลปะการแสดงอาจแตกต่างกันไปบ้างตามแต่รสนิยมของแต่ละชนชาติ
นอกจากวัฒนธรรมแล้ว ในส่วนของอาหารการกิน ชาวอาเซียนก็มีความเหมือนกันตรงที่พวกเราต่างกิน “ข้าว” เป็นอาหารหลักทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง “ความเหมือน” ในหลายๆ ด้าน คนอาเซียนก็มี “ความต่าง” ที่ต้องให้ความสนใจและเรียนรู้ เพราะบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และหากเราเพิกเฉย ละเลย ไม่ให้ความสนใจมากพอ ก็อาจสะท้อนถึงความไม่ใส่ใจและไม่ให้เกียรติคนอื่น แม้ว่าจริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้หมายความอย่างนั้นก็ตาม เช่น ห้ามใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวยื่นของให้ชาวอินโดนีเซีย เพราะชาวอินโดนีเซียถือว่าเป็นมือที่ใช้ในการขับถ่าย
เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ก็คือ “ภาษา” นั่นเอง
ที่ผ่านมาเราอาจจะคิดว่า พูดภาษาอังกฤษได้ก็พอแล้ว จะติดต่อกับคนชาติไหนก็ได้ แต่มาถึงตอนนี้ หากเราอยากรู้จักเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างจริงจังชนิดที่ว่าจับเข่าคุยกับคนทุกกลุ่มทุกวัยได้แบบไม่รู้สึกเขินอาย การสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะต้องยอมรับว่า มีคนอีกจำนวนมากในสังคมที่พูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้
ดังนั้น หากอยากจะรู้จักกันจริงๆ ก็คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาสนใจเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งของกลุ่มอาเซียนเป็น “ภาษาที่ 3” กันแล้ว หลังจากที่เราปล่อยให้คนในประเทศเพื่อนบ้านพูดและฟัง “ภาษาไทย” กันจนคล่อง เข้าใจคนไทยในหลากแง่มุม (ถูกบ้างผิดบ้าง) ผ่านการดูทีวี การติดต่อซื้อขายของบริเวณชายแดน และการเข้ามาเป็นแรงงานต่างด้าวในเมืองไทย แต่กลับมีคนไทยจำนวนน้อยมากที่สามารถสื่อสารภาษาพม่า บาฮาซา ลาว เขมร เวียดนาม ได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่และคนไทยจำนวนหนึ่งตื่นตัวหันมาสนใจเรียนภาษาเพื่อนบ้านกันมากขึ้นแทบทุกระดับตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน ดูได้จากสถิติยอดนักเรียนที่สมัครเรียนภาษาของประเทศกลุ่มอาเซียนที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บริษัทเอกชนหลายแห่งได้จ้างอาจารย์พิเศษไปสอนภาษาพม่า ภาษาบาฮาซาให้กับพนักงานมากพอสมควรเหมือนกัน แต่อาจารย์ภาษาไทยก็เปรย (ดังๆ) บนเวทีสัมมนาว่า ส่งเสริมให้เรียนภาษาอื่นกันแล้วก็อย่าลืม “ภาษาไทย”กันนะพวกเธอ
นอกจากเรียนภาษาแล้ว หากอยากรู้จักเพื่อนบ้านมากขึ้นไปอีก เราก็คงต้องหาเวลาออกไปเที่ยวเล่นประเทศเพื่อนบ้านกันบ้าง หลังจากยอมบินไกลไปถึงยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี กันมาเยอะแล้ว
การได้ลงพื้นที่จริงๆ จะทำให้เราได้รู้จักและสัมผัสการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ ด้วยตัวเราเอง เหมือนกับที่คนโบราณบอกว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เพราะการยืมตาคนอื่นมอง ยืมใจของคนอื่นตัดสินใจอาจทำให้เรารู้จักและเข้าใจบางสิ่งบางคนผิดไป เพราะแต่ละคนก็มีมุมมองและทัศนคติที่แตกต่างกัน เขาชอบ แต่เราอาจไม่ชอบ หรือเราชอบ แต่เขาอาจไม่ชอบก็ได้
ฟังสัมมนาครั้งนี้จบแล้ว ผู้เขียนก็นั่ง “ไล กา” (ภาษาพม่าหมายถึงรถเมล์) กลับบ้าน และบอกกับตัวเองว่า “อาเซียน” มีอีกหลายมุมที่เราเคยมองข้าม หรือยังมองไม่ถึง ว่าแล้วคงต้องเริ่มหาเวลาไปเรียนภาษาพม่าและเที่ยวประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงให้มากขึ้นแล้ว







