posttoday
ดีที่สุดในจุดที่ยืนของ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

ดีที่สุดในจุดที่ยืนของ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

04 กุมภาพันธ์ 2556

ใครเป็นหนอนหนังสือสำหรับการลงทุนคงจะคุ้นชินกับเจ้าของหนังสือนามว่า “ภาววิทย์ กลิ่นประทุม” ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เป็นอย่างดี และเล่มที่เพิ่งวางแผงล่าสุด “ดีที่สุดในจุดที่ยืน”

ใครเป็นหนอนหนังสือสำหรับการลงทุนคงจะคุ้นชินกับเจ้าของหนังสือนามว่า “ภาววิทย์ กลิ่นประทุม” ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เป็นอย่างดี และเล่มที่เพิ่งวางแผงล่าสุด “ดีที่สุดในจุดที่ยืน”

หนังสือเล่มนี้มีส่วนสำคัญ 3 ส่วน โดยเริ่มต้นจากเรื่องราวที่อาจเป็นจุดกระตุ้นถึงแนวคิดการลงทุนว่า ถ้าคิดจะรวยหรือสร้างตัวเองในยุคนี้เป็นเรื่องที่ต่างจากรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา วิธีการได้เปลี่ยนตามยุคสมัยของมันแล้ว เพราะสิ่งสำคัญ คือ “ความคิด” ไม่ใช่ “แรงงาน” เหมือนยุคที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันต้องเข้าใจการใช้เครื่องมือและวิธีช่วยบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากทุกวิกฤตมักมีโอกาสที่พร้อมให้ทุกคนเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้เสมอ นอกจากนั้นยังมีเคล็ดลับการทำธุรกิจของผู้ที่จะเป็นทายาทธุรกิจควรทำอย่างไร เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อยๆ ที่รุ่นพ่อเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่พอรุ่นลูกส่งไปเรียนถึงเมืองนอกแต่มักเอาตัวและบริษัทไม่รอด

แก่นสำคัญสำหรับการลงทุนจริงๆ ของเขา คือ เรื่อง “มุมมอง” (Mind Set) เพราะบางคนที่มีหลัก หรือหลายคนพออ่านหนังสือหลายเล่มรู้สไตล์การลงทุนแบบฉบับของตัวที่แน่นอนแล้ว แต่พอได้เข้าไปลงทุนจริงจากที่เคยเข้าใจก็ไม่เข้าใจ เพราะปล่อยให้อารมณ์พาไป ฉะนั้นคำตอบสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนทุกคน คือ “ดีที่สุดในจุดที่ยืน” ในแบบฉบับของตัวเอง

มุมมองดังกล่าวถือเป็นเรื่องสอดคล้องกับส่วนที่สองของหนังสือ ที่จะบอกถึงแนวทางการลงทุนที่ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ อะไรไม่ควรเข้าไปยุ่ง การลงทุนมีเพียงแค่ 2 ประเภท คือ ระยะสั้นและระยะยาว แต่การจะทำให้ถูกจังหวะนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีที่มาจากที่ “ภาววิทย์” เกิดคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเวลาเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น 80% ถึงเจ๊ง และมีคนได้กำไรเพียง 20% เท่านั้น จริงๆ ความสำเร็จนั้นจะมาจาก “ใครเข้าใจในแนวทางเดินของตัวเองมากกว่า”

ปกติหนทางแห่งความสำเร็จนั้นมีหลายอย่างและแตกต่างกัน แต่หลายคนอยากหาวิธีที่รวยเร็วที่สุด เมื่อทุกคนต้องการรวยเร็วที่สุด มุมมองแรก คือ การเข้าลงทุนในหุ้นเก็งกำไร แต่เชื่อเถอะว่านักลงทุนหน้าใหม่ย่อมไม่ทันนักลงทุนที่มีประสบการณ์เล่นหุ้นเก็งกำไรมาก่อน และปกติถ้าโบรกเกอร์เชียร์เยอะราคาหุ้นก็จะขึ้น และท้ายสุดก็จะเป็นหุ้นที่แพงในที่สุด ขณะที่ถ้าหุ้นไม่มีข่าวดีหรือนักวิเคราะห์ไม่แนะนำคนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าซื้อ ซึ่งเข้าใจว่าทุกคนอยากจะซื้อในจุดที่ต่ำที่สุดเพื่อไปรอขายในจุดที่แพงสุด แต่ความจริงคือไม่มีใครสามารถรู้ได้

หรือบางครั้งเพิ่งซื้อหุ้นไปแต่หุ้นก็ยิ่งลง ซึ่งทำให้รู้สึกใจเสียและขายออกไปในที่สุด พอวันใดที่นักวิเคราะห์ฟันธงว่าตลาดดี เศรษฐกิจไปต่อ มีความมั่นคง แสดงว่าควรเตรียมปรับฐานแรงได้ เพราะปกติหุ้นจะเคลื่อนไหวเป็นรอบๆ และใน 1 ปีหุ้นจะมีการปรับฐาน 23 ครั้ง แต่ละครั้งที่ปรับฐานจะกล้าซื้อกันหรือเปล่า ให้สังเกตว่า อะไรที่ดูดีหมดจะกลายเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุด และอะไรที่เป็นจุดแย่สุดจะกลายเป็นจุดที่น่าลงทุน และขณะเดียวกันควรเข้าใจว่าตัวเองควรลงทุนแบบไหน โดยดูพื้นฐานไม่ได้ซื้อตามแรงเชียร์

สำหรับคนที่ยังหาจุดยืนตัวเองไม่ได้ ควรต้องเริ่มจากลองเล่นก่อน ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาตลาดทุนได้ต้องเริ่มเจ๊งหรือขาดทุนมาก่อน เพราะจะเกิดการเรียนรู้ว่า การเล่นหุ้นควรเผื่อใจไว้บ้าง ซึ่งมีตัวอย่างมีคุณลุงคนหนึ่งนำเงินเกษียณมาลงทุนผ่านไปเพียง 3 เดือน เงินหายไป 50% แล้วอยากให้ช่วยเหลือ ซึ่งทำเพียงแต่บอกว่า เมื่อขาดทุนไปแล้วก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ สิ่งที่เหลืออยู่ก็เหลืออยู่

ดังนั้น เป็นตัวอย่างว่าลุงคนนี้ถ้าจะกลับมาลงทุนต้องกลับมาศึกษาการลงทุนให้เข้าใจก่อน เพราะการเข้าตลาดหุ้นโดยไม่ศึกษาเป็นเรื่องประมาทมาก อยากให้มองการลงทุนเหมือนเป็นการขี่จักรยานที่ทุกคนสามารถล้มได้ แต่ถ้าเตรียมใจรับไว้บ้างก็คงล้มไม่แรง

นักลงทุนควรเรียนรู้ทั้งสองอย่างระหว่างปัจจัยพื้นฐานกับเทคนิคที่จะเป็นการสนับสนุน ทั้งการเล่นระยะสั้นหรือระยะยาวได้ดี ซึ่งพอร์ตส่วนตัวของเขาเป็นการลงทุนระยะยาว 70% ที่ซื้อแล้วจะไม่ขายเลย ซึ่งถ้าซื้อในช่วงที่เป็นวิกฤตยิ่งดี เพราะโอกาสที่หุ้นจะเพิ่มขึ้นมีเสมอ และต้องมั่นใจเสมอว่าก่อนที่ตลาดหุ้นจะปรับลงต้องมีการปรับขึ้นต่อเนื่อง (บับเบิล) เกิดขึ้นก่อนเสมอ หรือเวลามีข่าวแรงด้านลบอย่างตอนเกิดกรณีมาบตาพุดหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ถึงเวลานั้นค่อยไปเก็บสะสมระยะยาว ขณะที่เหลือระยะสั้นต้องมีความเข้าใจเรื่องเทคนิคด้วย

สำหรับส่วนที่สามของหนังสือ จะเป็นการบอกเล่าเกร็ดความรู้ที่ได้จากการอบรมโครงการ “The Stock Master” ที่ให้ลูกค้าได้ใช้เงินจริงในการซื้อขายหุ้น โดยมีทีมที่ปรึกษาคอยแนะนำเพื่อพัฒนาแนวทางการลงทุนโจทย์สำคัญคือ ห้ามขาดทุนเกิน 10% ซึ่งเท่ากับเป็นการบริหารความเสี่ยงให้ผู้แข่งขัน จะทำให้พวกเขาขาดทุนมากสุดก็ไม่เกิน 10% เป็นการบังคับให้ได้เรียนรู้วิธีการตัดขาดทุน (Cut Loss) เพราะ Cut Loss คือจุดที่ไม่อยากจะขาย และที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของรายย่อย คือ มักจะยอมทนถือหุ้นไว้ดีกว่าที่จะยอม Cut Loss

“เราต้องการบอกว่า การ Cut Loss ทำให้คุณไม่เจ๊ง เพราะคุณสามารถกลับมายืนใหม่ได้ ด้วยจำนวนเงินที่เหลืออีก 90% แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมขายออก ทำให้เจ๊งหมดพอร์ต ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนแบบนักลงทุนที่เน้นคุณค่า (วีไอ) ส่วนใหญ่จะไม่มีการ Cut Loss แต่จะมีจังหวะในการเข้าลงทุนในต้นทุนที่ต่ำ แต่นั่นต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด”

โครงการนี้ได้เน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีเครือข่ายหารือกัน ซึ่งจะใช้วิธีไหนก็ได้ เพราะการลงทุน “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” การมุ่งแสวงหาอำนาจและเงินตราโดยไม่เหลียวหลังคนอื่นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น แต่การร่วมแชร์เป้าหมาย ความฝันจะทำให้มิตรภาพที่ดีกว่า เและจะเดินทางไปสู่เป้าหมายด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน