
เลือกหุ้นรายตัวลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน คาดว่าหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 4 บริษัทที่ทำการศึกษา คือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท ฮานา ไมโครอิเลคโทรนิคส (HANA) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท เอสวีไอ (SVI) จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2555 ที่ 1,465 ล้านบาท ฟื้นตัวจากการขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2554 แต่ลดลง 57% จากไตรมาส 3 ปี 2555 จากปัจจัยฤดูกาล
นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน คาดว่าหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 4 บริษัทที่ทำการศึกษา คือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) บริษัท ฮานา ไมโครอิเลคโทรนิคส (HANA) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท เอสวีไอ (SVI) จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2555 ที่ 1,465 ล้านบาท ฟื้นตัวจากการขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2554 แต่ลดลง 57% จากไตรมาส 3 ปี 2555 จากปัจจัยฤดูกาล
ทั้งนี้ หากไม่รวมรายรับเงินประกันความเสียหายจากน้ำท่วมของ HANA KCE และ SVI รวมทั้งกำไรพิเศษจากการซื้อกิจการของ KCE คาดว่า ผลการดำเนินงานจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย KCE กำไรจะฟื้นตัวดีที่สุด ส่วน SVI มีกำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 3 เป็นอันดับ 2 ขณะที่ DELTA และ HANA คาดว่าจะมีกำไรลดลงจากไตรมาส 3 ตามยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ชะลอตัว
Semiconductor Equipment and Materials International (SEMI) รายงานสัดส่วน Semi Book to Bill เดือน ธ.ค. 2555 ที่ระดับ 0.92 เท่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน เป็นผลจากยอดคำสั่งซื้อ (Demand) ของ Semiconductor Equipment ในเดือน ธ.ค. 2555 ปรับตัวสูงขึ้น 28.6% จากเดือน พ.ย. 2555 (แต่ลดลง 16.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) สู่ระดับ 924.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยอดการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 10.6% จากเดือน พ.ย. (แต่ลดลง 22.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) สู่ระดับ 1,010 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของสัดส่วน Semi Book to Bill (ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา แสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวของความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มเข้าสู่ช่วงมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว และอยู่ในความคาดหมายของฝ่ายวิจัยที่เคยนำเสนอไว้ว่าภาพรวมธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2556 จะมีทิศทางสดใสมากขึ้นจากตลาดสินค้าบริโภคที่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของยอดขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั่วโลกในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ฟื้นตัวจากปี 2555 ที่ชะลอตัว 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (อ้างอิงจากสถาบันวิจัย WSTS)
ถือเป็นบรรยากาศเชิงบวกช่วยหักล้างปัจจัยลบระยะสั้นจากบาทแข็ง การปรับเพิ่มขึ้นของสัดส่วน Semi Book to Bill ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง 6 บริษัทที่ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ศึกษา โดยเฉพาะ HANA และบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) ที่มีโครงสร้างรายได้จาก IC Packaging ราว 30% และ 5% ของรายได้รวม ตามลำดับ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดว่าผลการดำเนินงาน (ไม่รวมรายได้พิเศษจากเงินประกันน้ำท่วม) ของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2556 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีปัจจัยสนับสนุนจาก
ประการแรก แนวโน้มอุตสาหกรรมอิเล็ก ทรอนิกส์ทั่วโลกมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2556
ประการที่สอง การกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ของกำลังการผลิตในโรงงานที่เคยได้รับความเสียหายจากวิกฤตน้ำท่วม และประการที่สาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโรงงานเกิดขึ้นหลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามสำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในระยะสั้น คือ เงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลลบต่อยอดขายของบริษัทในกลุ่ม เนื่องจากสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นสกุลเงินบาท โดยค่าเงินบาท ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 29.97 บาท/เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยเล็กน้อย (30 บาท/เหรียญสหรัฐ) ซึ่งจากผลการการศึกษาของฝ่ายวิจัย พบว่า ทุก 1 บาทที่แข็งค่า จะส่งผลให้ประมาณการกำไรกลุ่มในปี 2556 ปรับตัวลดลง 3.4% จากเดิม ดังนั้นจึงคงน้ำหนักลงทุนเท่ากับตลาด
นอกจากนั้น ยังแนะนำให้เลือก DELTA มูลค่าที่เหมาะสมหุ้นละ36 บาท เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2556เพียง 10.16 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ระดับ 11.12 เท่า อีกทั้งยังสามารถคาดหวังเงินปันผลจ่ายที่เท่ากับ 1.7 บาท/หุ้น (จ่ายปีละครั้ง) หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ 5%
นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ใช้สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ย 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในประมาณการกำไรสุทธิของ 4 บริษัทที่ศึกษา กรณีค่าเงินบาทแข็ง คาดว่าจะกระทบ HANA มากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบสกุลเหรียญสหรัฐ 6065%
รองลงมา คือ KCE มีสัดส่วนวัตถุดิบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ 6070% ขณะที่ DELTA และ SVI มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบใกล้เคียงกัน 8090% โดยทุก 1 บาทที่แข็งค่า จะกระทบกำไรจากการดำเนินงานของ HANA และ KCE ลดลงประมาณ 10% และ 7% ตามลำดับ
ส่วน DELTA และ SVI จะมีผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานลดลง 56% (KCE และ SVI ไม่รวมผลของค่าเงินต่อหนี้ต่างประเทศ)
นักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน เชื่อว่าความเสี่ยงหลักของกลุ่มคือความต้องการสินค้าไม่แน่นอน เพราะมีความกังวล 3 เรื่อง
เรื่องแรก การปรับตัวของสินค้าคงคลังเพื่อดูแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และจีน ทำให้ระยะสั้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิต
เรื่องที่สอง ความต้องการสินค้าของลูกค้ามีความไม่แน่นอน
เรื่องที่สาม ความสามารถในการแข่งขันลดลงจากต้นทุนการผลิตสูงสำหรับแนวโน้มตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกปีนี้ โดย iSupply คาดว่าจะเติบโต 6% ตลาดเอเชียคาดว่าจะเติบโตดีที่สุด 7% ขณะที่ตลาดยุโรปจะเติบโตน้อยที่สุด 3% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป
“เราเห็นการปรับตัวของ DELTA และ SVI ในการขยายตลาดใหม่โดยเฉพาะตลาดเอเชีย ลดความเสี่ยงตลาดหลักเดิมในยุโรป”
บล.เกียรตินาคิน ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นอิเล็กทรอนิกส์น้อยกว่าตลาด สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากกังวล 2 ปัจจัย
ปัจจัยแรก ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อสินค้าและปัจจัยที่สอง ผลค่าเงินบาทแข็งกระทบการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแต่ละบริษัทมีปัจจัยเฉพาะตัวต่อผลการดำเนินงานปีนี้ และเห็นโอกาสเพิ่มขึ้นของ SVI และ HANA จากความสามารถในการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นตามผลิตภัณฑ์ผสมยอดขายสินค้าที่อัตรากำไรสูงดีขึ้นในครึ่งหลังปี 2556
ทั้งนี้ SVI มีประเด็นขายหุ้นคืน (ต้นทุนเฉลี่ย 3.77 บาท) ในตลาดกดดันราคาหุ้นระยะสั้น ส่วน HANA ถูกกดดันจากความกังวลผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ซื้อขายราคาตามมูลค่าบัญชีต่ำสุดเทียบทั้ง 4 บริษัท
สำหรับ DELTA มีความน่าสนใจเรื่องเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม (ตลาคคาดเงินปันผลหุ้นละ 1.72 บาท) ขณะที่ KCE มองว่าราคาหุ้นสะท้อนการฟื้นตัวแล้วและมีความเสี่ยงระดมทุนสร้างโรงงานใหม่มูลค่าเงินทุนรวม 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินลงทุนเฟสแรก 1,400 ล้านบาท ในครึ่งหลังปี 2556 ที่อาจมองว่าการเพิ่มทุนอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของ KCE







