
พลังงานเปิดแผนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
เล็งสำรอง2โรงแทนนิวเคลียร์ หาช่องหันใช้ถ่านหินผลิตเพิ่ม
โพสต์ทูเดย์
— พลังงาน จ้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม 2 แห่ง รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มในอนาคตนายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 (พีดีพี 2010) เปิดเผยว่า เตรียมแผนสร้างโรงไฟฟ้าพระนครใต้ หน่วยที่ 4 เข้ามาทดแทนในปี 2563 หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถสร้างได้ เพื่อให้มีปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ระดับ 15.4% และในปี 2564 จะมีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ หน่วยที่ 2 ขึ้นมาอีก 1 แห่ง
โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าแห่งละ 800 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต เพื่อคงปริมาณสำรองให้อยู่ที่ระดับ 15%
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ศึกษาการจัดหาก๊าซธรรมชาติ โดยจะพิจารณาว่าหากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติในปริมาณเท่าไหร่ และจะมีวิธีนำเข้าอย่างไร รวมทั้งต้นทุนค่าไฟที่จะเพิ่มขึ้น และกรณีที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะรีบศึกษาและสรุปผลให้เสร็จก่อนสงกรานต์ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นอกจากนี้ หากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมตามแผนที่มีจำนวน 9 แห่ง จะเพิ่มเป็น 13 แห่ง เพื่อมาช่วยเฉลี่ยค่าไฟไม่ให้สูงจนเกินไป เพราะการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มีราคาแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในอนาคตได้
ขณขขณะที่ความคืบหน้าในการศึกษาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน มิ.ย.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่จะใช้เวลาก่อสร้างราว 56 ปี และดำเนินการได้ภายใน 10 ปี ซึ่งการตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล และน่าจะตัดสินใจภายในปี 2554 เพื่อให้ทันต่อแผนที่วางไว้ว่าจะต้องมีแห่งแรกปี 2563
สำหรับแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพีดีพี 2010 มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าทั้งหมด 5 แห่ง กำลังการผลิตแห่งละ 1,000 เมกกะวัตต์ โดยจะสร้างแห่งแรกได้ในปี 2563 แห่งที่ 2 ปี 2564 แห่งที่ 3 ปี 2567 แห่งที่ 4 ปี 2568 และแห่งสุดท้ายในปี 2571
นายณอคุณ กล่าวว่า กรณีก๊าซธรรมชาติจากพม่าหยุดจ่าย 10 วัน (23 มี.ค.1 เม.ย. 2553) ตามแผนหยุดซ่อมบำรุง ล่าสุดแหล่งก๊าซฯ พม่า ได้เดินเครื่องปกติแล้ว และสามารถเรียกก๊าซฯ เข้าระบบได้ 4,317 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันมากกว่าแผนเดิม 120 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้ใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าแทนในช่วงดังกล่าวเพียง 7080 ล้านลิตร จากเดิมที่คาดว่าจะใช้ทั้งหมด 128 ล้านลิตร และใช้น้ำมันดีเซลเพียง 11 ล้านลิตรจากเดิมที่คาดว่าจะใช้ 16 ล้านลิตร ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
นายธนากร พูลทวี รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดไม่ทันตามแผน ก็อาจจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นแทน ซึ่งในส่วนของ กฟผ.ก็สามารถที่จะขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าพระนครเหนือหน่วยที่2 และโรงไฟฟ้าพระนครใต้หน่วยที่4 เพิ่มขึ้นได้ แต่การขยายโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 2 แห่งนี้เพิ่มก็จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 1.41.6 พันเมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์







