
กสิกรชุบชีวิตเอสเอ็มอีโดนพิษค่าแรง
คลอด3มาตรการต่อลมหายใจพักหนี้6เดือนให้วงเงินกู้เพิ่ม
คลอด3มาตรการต่อลมหายใจพักหนี้6เดือนให้วงเงินกู้เพิ่ม
กสิกรไทย จัดหนักออกมาตรการพยุงลูกค้าได้รับผลกระทบ 300 บาท พักชำระเงินต้น 6 เดือน ให้วงเงินเพิ่มไม่เกิน 10 ล้านบาท
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ โดยตั้งวงเงินไว้เบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท สำหรับลูกค้าที่จะขอรับการช่วยเหลือใน 3 มาตรการ
มาตรการแรก พักชำระเงินต้นได้ 6 เดือน เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาในการปรับตัวจากต้นทุนค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น
มาตรการที่สอง เพิ่มเงินทุนให้กับธุรกิจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อใช้ในธุรกิจ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุด 20% ของวงเงินหมุนเวียนที่มีอยู่ แต่วงเงินต่อรายต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับอัตราเดิมที่คิดกับลูกค้ารายนั้นๆ
มาตรการสุดท้าย เป็นการสนับสนุนสินเชื่อการลงทุนด้านเครื่องจักรเพื่อทดแทนการใช้แรงงานบางส่วน โดยลูกค้าสามารถผ่อนชำระแบบบอลลูนได้ ให้สามารถผ่อนน้อยในช่วงแรก และผ่อนมากในช่วงที่ดีขึ้น
นายพัชร เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเกษตร เฟอร์นิเจอร์ไม้ สิ่งทอ และพลาสติก ที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นเฉลี่ย 5.813% โดยมีหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เช่น จังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้
ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่าผลจากการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับขึ้นบ้างในปีนี้ และหากเป็นลูกค้าที่ไม่มีศักยภาพ ธนาคารก็พร้อมให้รีไฟแนนซ์ได้ โดยปีที่ผ่านมาเอ็นพีแอลกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีอยู่ที่ 3.2% แต่ปีนี้จะพยายามควบคุมไม่เกิน 2.95% แม้สัดส่วนจะลดลง แต่ฐานสินเชื่อที่ขยายตัวสูงขึ้น ทำให้เอ็นพีแอลที่เป็นมูลหนี้เพิ่มขึ้น
“ผลกระทบจากการปรับค่าแรง 300 บาท จะค่อยๆ มีผลไปเรื่อยๆ เอ็นพีแอลจะค่อยๆ กระโดด ไม่ขึ้นทีเดียวเหมือนตอนน้ำท่วมแล้วทุกคนปิดโรงงาน แต่เรื่องค่าแรง ถ้าบริษัทไหนปรับตัวได้ ก็มีโอกาสรอดเหมือนกัน” นายพัชร กล่าว
นายพัชร กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 12.6% จากสินเชื่อ 5.28 แสนล้านบาท และเพิ่มดัชนีความพึงพอใจในบริการจากระดับ 77 เป็น 79 ภายในสิ้นปีนี้







