posttoday
ทีเอฟลุยปั้นยอดรอบด้านเร่งต้นทุน-เพิ่มมูลค่าสินค้า

ทีเอฟลุยปั้นยอดรอบด้านเร่งต้นทุน-เพิ่มมูลค่าสินค้า

29 มกราคม 2556

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า เปิดเผยว่า ตลอดปี 2556 นี้บริษัทให้สัญญาว่าจะไม่ขึ้นราคาสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เพื่อคืนกำไรและช่วยเหลือค่าครองชีพผู้บริโภค แม้ว่าต้นทุนจากวัตถุดิบหลักอย่างแป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ซึ่งคิดเป็นต้นทุนรวม 55% ของการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า เปิดเผยว่า ตลอดปี 2556 นี้บริษัทให้สัญญาว่าจะไม่ขึ้นราคาสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เพื่อคืนกำไรและช่วยเหลือค่าครองชีพผู้บริโภค แม้ว่าต้นทุนจากวัตถุดิบหลักอย่างแป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ซึ่งคิดเป็นต้นทุนรวม 55% ของการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

ทั้งนี้คาดว่าผลจากการไม่ปรับราคาตลอดปีนี้จะส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงจากปี 2555 ไม่ต่ำกว่า 50% หรืออยู่ที่ 600-800 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลกำไรรวม 1,253 ล้านบาท และมีรายได้กว่า 9,725 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายและผลกำไรที่สูงสุดนับแต่เปิดดำเนินการมา 40 ปี

ขณะเดียวกัน บริษัทได้พยายามมองหาวิธีลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายโดยรวมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนร่วมกับบริษัท เคอร์รี่ฟลาวมิลล์ และบริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ โดยถือหุ้น 60% ก่อตั้งบริษัท เพรซิเดนท์ฟลาวมิลล์ ใช้ทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจแป้งสาลี มีกำลังการผลิต 6 หมื่นตันต่อปี คาดพร้อมผลิตได้ปลายปี 2556 นี้ และจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 10%

นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งใช้วิธีทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าในระยะยาวขึ้น จากเดิม 3 เดือนเพิ่มเป็น 6 เดือน เพื่อคงราคาต้นทุนและสต็อกวัตถุดิบให้นานขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

การประกาศตรึงราคาสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ตลอดปี 2556 ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ที่จะดำเนินธุรกิจให้ได้ตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับผู้บริโภค

พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ หรือทีเอฟ ยอมรับว่าการไม่ปรับราคาสินค้าในภาวะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้กำไรของบริษัทในปีนี้ลดลงจากปีก่อนอย่างน้อย 3050% ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด

แนวทางเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว คือ การลงทุนเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบริหารจัดการด้านวัตถุดิบ การลดต้นทุนวัตถุดิบ และการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเพิ่มยอดขาย รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าโดยมุ่งไปที่บะหมี่ชนิดถ้วยที่มีมูลค่าสูงกว่าชนิดซอง

สำหรับปีนี้บริษัทจะใช้งบลงทุนรวมขยายธุรกิจในประเทศ 590 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนเพิ่มเครื่องจักรผลิตบะหมี่ซองที่โรงงานศรีราชา 5 เครื่อง มูลค่าลงทุน 380 ล้านบาท เครื่องจักรผลิตบะหมี่คัพที่โรงงานระยอง 1 เครื่อง มูลค่า 135 ล้านบาท และเครื่องจักรผลิตเวเฟอร์ 1 เครื่อง มูลค่า 75 ล้านบาท

การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวม 3 โรงงาน ประมาณ 5.4 ล้านซอง/วัน และ 1 ล้านถ้วยต่อวัน โดยสัดส่วนการผลิตชนิดซองอยู่ที่ 84% และคัพ 16%

“ราคาวัตถุดิบยังเป็นปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน โดยแป้งสาลีและน้ำมันปาล์มคิดเป็นต้นทุนการผลิต 55% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และยังมีแนวโน้มราคาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของภัยธรรมชาติที่กระทบต่อผลผลิตทั่วโลก”

ดังนั้น บริษัทจึงร่วมลงทุนกับบริษัท เคอรี่ ฟลาวมิลล์ และบริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ โดยถือหุ้น 60% ก่อตั้งบริษัท เพรซิเดนท์ฟลาวมิลล์ ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง เพื่อผลิตแป้งสาลีให้กับบริษัท โดยมีกำลังการผลิตปีละ 3 หมื่นตัน คาดว่าพร้อมผลิตได้ปลายปี 2556 นี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้จากเดิม 10% และลดความเสี่ยงจากวัตถุดิบแป้งสาลีขาดแคลน

ขณะเดียวกันยังเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ ด้วยการเตรียมงบลงทุน 500 ล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ที่ประเทศกานา เพื่อขยายตลาดในแอฟริกา คาดว่าเริ่มผลิตได้ในปลายปีนี้ และแผนการตั้งโรงงานผลิตที่ประเทศภูฏาน เพื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง และเป็นตลาดใหญ่จากจำนวนประชากรกว่า 3,000 ล้านคน เนื่องจากการส่งสินค้าจากภูฏานไปยังประเทศอินเดียไม่เสียภาษีนำเข้า คาดว่าโรงงานจะเริ่มผลิตได้ประมาณปี 2557

ปัจจุบันบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ มีโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา พม่า และบังกลาเทศ ที่จะเริ่มผลิตในปีนี้ โดยในปี 2555 มียอดขายในกัมพูชา 250 ล้านบาท คาดว่าเพิ่มเป็น 288 ล้านบาทในปีนี้ พม่า 481 ล้านบาท เพิ่มเป็น 593 ล้านบาทในปีนี้ และโรงงานในบังกลาเทศปีนี้ตั้งเป้าปีแรก 106 ล้านบาท

พิพัฒ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดซองมีอัตราการเติบโตคงที่ โดยปี 2555 เติบโตเพียง 1% ขณะที่บะหมี่ชนิดถ้วยเติบโตถึง 32% ในปีที่ผ่านมา ดังนั้นการสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นจะมาจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มถ้วยหรือคัพ และการขยายตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ

“เราต้องยอมรับว่าตลาดบะหมี่ในประเทศเริ่มอิ่มตัวในแง่ปริมาณ แต่ในแง่มูลค่ายังสามารถพัฒนาให้เติบโตได้ เพราะจากซอง 6 บาท ถ้าขายบะหมี่ถ้วยอยู่ที่ 13 บาท จึงต้องเพิ่มตัวเลขการขายจากบะหมี่ถ้วย เพื่อให้รายได้เพิ่มแม้แง่ปริมาณจะไม่เพิ่มมากนัก”

นอกจากนี้ ยังต้องมองหาโอกาสการขายจากสินค้าอื่นๆ ที่นอกเหนือจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น บิสกิต เวเฟอร์ และอาหารอื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรใหม่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดสแน็กในประเทศไทย คาดว่าจะสรุปได้ในปีนี้

ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 9,745 ล้านบาท มีผลกำไร 1,253 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้และผลกำไรที่ทำได้สูงสุดนับแต่บริษัทเปิดดำเนินการมา 40 ปี ส่วนปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 10,450 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรจะลดลงจากการตรึงราคาสินค้าเหลือ 500-800 ล้านบาท

อีกแนวทางสำคัญในการเพิ่มยอดขายในอนาคตจะมาจากตลาดต่างประเทศ โดยนับจากนี้การลงทุนในโรงงานต่างประเทศ บริษัทจะยึดหลักถือหุ้นเกิน 51% เพื่อนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามารวมกับยอดรายได้ของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จากเดิมที่โรงงานในกัมพูชาและพม่า บริษัทถือหุ้นไม่ถึง 50% จึงไม่สามารถนำรายได้มารวมกับทีเอฟได้ โดยจะเริ่มจากบริษัทร่วมทุนที่กานาและภูฏาน

ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ที่จะก้าวต่อไปและเติบโตได้อย่างยั่งยืน แม้จะต้องยอมเฉือนกำไรไปบ้างก็ตาม

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน