
เอเซอร์ลุยแท็บเล็ตนักเรียน
เปิดทั้งแอนดรอยด์วินโดวส์หากรัฐเปิดช่องพร้อมประมูล
เปิดทั้งแอนดรอยด์วินโดวส์หากรัฐเปิดช่องพร้อมประมูล
เอเซอร์ ประกาศชิงส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตแอนดรอยด์ วินโดวส์ ประเดิมเปิด ไอโคเนีย บี1 รุกตลาดการศึกษา พร้อมเข้าโครงการแท็บเล็ตภาครัฐ
นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า ตลาดแท็บเล็ตปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 3 ล้านเครื่อง จากปีที่ผ่านมาประมาณ 2 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้นมากกว่า 50% ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่รองจากสมาร์ตโฟน ทำให้เชื่อว่าปีนี้การแข่งขันจะรุนแรงมาก ยิ่งมีระบบ ปฏิบัติการ 3 ราย คือ ไอโอเอส แอนดรอยด์ และวินโดวส์ 8 รวมถึงชิปประมวลผล ที่มีทั้งอาร์มและอินเทลด้วย ตลาดจะคึกคักมากขึ้นแน่นอน
ทั้งนี้ หากแบ่งตลาดแท็บเล็ต 3 ล้านเครื่อง ประมาณครึ่งหนึ่งหรือ 1.5 ล้านเครื่อง จะเป็นแอนดรอยด์ เอเซอร์ตั้งเป้าส่วนแบ่ง 30% ขณะที่อีก 1.5 ล้านเครื่อง สัดส่วน 15% จะเป็นวินโดวส์ 8 เอเซอร์ขอส่วนแบ่ง 40% ที่เหลือเป็นไอโอเอสของไอแพด ถือเป็นการเปิดตลาดเชิงรุกของเอเซอร์ โดยจะมีทั้งระบบแอนดรอยด์และวินโดวส์เข้าสู่ตลาดรวม 67 รุ่น ตลอดทั้งปีนี้
พร้อมกันนี้ เอเซอร์ได้เปิดตัว เอเซอร์ ไอโคเนีย บี1 แท็บเล็ตแอนดรอยด์ 4 ขนาด 7 นิ้ว ราคา 3,990 บาท ออกมาเพื่อทำตลาดการศึกษา จับกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนถึงนักเรียน ม.3 เป็นช่องว่างที่สามารถ ทำตลาดได้ โดยมีแอพพลิเคชัน เอเซอร์ สมาร์ต ช่วยในการคัดกรองคอนเทนต์และแอพพลิเคชันที่เหมาะสม พร้อมบรรจุคอนเทนต์ด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษา ธิการและคลังข้อสอบจำนวนมาก ช่วยด้านการศึกษาโดยเฉพาะ มีโรงเรียนติดต่อเข้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเอเซอร์ตั้งเป้ายอดขาย 4 หมื่นเครื่องต่อเดือน
“เครื่องระดับราคาต่ำกว่า 5,000 บาท ต้องทำยอดขายให้ได้เฉลี่ย 4 หมื่นเครื่องต่อเดือน และเอเซอร์ก็ตั้งเป้าไว้ตามนั้น ซึ่งแต่เดิมเป็นตลาดเครื่องจีนครอบครองอยู่ มีช่องว่างให้รุกทำตลาดได้อีกมาก เชื่อว่าด้วยราคาและการให้บริการ เอเซอร์จะสามารถชิงตลาดส่วนนี้มาได้ 50%” นายนิธิพัทธ์ กล่าว
สำหรับตลาดโครงการภาครัฐในปีนี้ ที่คาดว่าจะมีแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาประมาณ 1.6 ล้านเครื่อง เอเซอร์พร้อมเข้าร่วมการประมูล หากภาครัฐเปิดให้สามารถเข้าได้ เชื่อว่าทั้งสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด ศูนย์บริการที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่เป็นรองรายอื่นๆ ซึ่งนอกจากไอโคเนีย บี1 แล้ว ตลอดปีนี้จะมีรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาต่างๆ กันไปออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหากราคาต่ำกว่าหมื่นจะเป็นระบบแอนดรอยด์ หากราคาสูงกว่าหมื่นจะเป็นระบบวินโดวส์







