
กสทช.ขี่ม้าขาว บี้ค่ามือถือคุมมาตรฐาน 99 สต.
กลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปเรียบร้อยแล้วกับการออกระเบียบกำหนดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่เกินนาทีละ 99 สตางค์ รวมถึงการยกเลิกวันหมดอายุของบัตรเติมเงิน (พรีเพด) นั้น เชื่อได้อย่างแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการพลิกโฉมหน้าการให้บริการของค่ายมือถือสองค่ายหลัก อย่าง แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
กลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปเรียบร้อยแล้วกับการออกระเบียบกำหนดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่เกินนาทีละ 99 สตางค์ รวมถึงการยกเลิกวันหมดอายุของบัตรเติมเงิน (พรีเพด) นั้น เชื่อได้อย่างแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการพลิกโฉมหน้าการให้บริการของค่ายมือถือสองค่ายหลัก อย่าง แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เพราะแคมเปญการตลาดส่วนใหญ่ของค่ายมือถือทั้งสองค่าย มีอัตราค่าบริการที่สูงกว่านาทีละ 99 สตางค์
อย่างไรก็ตาม สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ หัวหน้าผู้บริหารด้านการตลาดของเอไอเอส ได้ออกมายอมรับว่า กติกาที่ กสทช.ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 นั้น ทำให้เอไอเอสต้องปรับเปลี่ยนโปรโมชันให้เข้ากับกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งเอไอเอสเองก็พร้อมที่จะดำเนินการตามที่ กสทช.กำหนด
แม้ว่าในปัจจุบันเอไอเอสจะมีแพ็กเกจโปรโมชันอยู่มากกว่า 2 หมื่นแพ็กเกจย่อย แต่ก็ต้องปรับแพ็กเกจทั้งหมดให้ตรงกับกติกาใหม่ ที่เฉลี่ยแล้วค่าบริการจะต้องไม่เกินนาทีละ 99 สตางค์
“กสทช.มีหน้าที่กำกับดูแลระเบียบทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เมื่อออกกติกามาเอกชนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการบ้าง แม้ว่าเมื่อเฉลี่ยค่าบริการของเอไอเอสแล้ว เราจะมีราคาค่าบริการเฉลี่ยที่ 53 สตางค์ก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม การปรับค่าบริการลงเหลือเฉลี่ยนาทีละ 99 สตางค์นั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อบางแพ็กเกจของเอไอเอส อย่างเช่น แพ็กเกจที่เน้นเรื่องของการรับสายมากกว่าการโทร และยอมจ่ายค่าโทรต่อนาทีที่แพงกว่าปกติ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่มีอายุและลูกค้าที่เป็นเด็ก ซึ่งเอไอเอสมองว่าต้องคิดแพ็กเกจสำหรับลูกค้าที่มีพฤติกรรมการใช้งานในแบบนี้ใหม่ เพื่อตอบสนองทั้งพฤติกรรมของลูกค้าและกติกาของ กสทช.
ส่วนกรณีการห้ามวันหมดอายุของบัตรพรีเพดที่ กสทช.ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของเงินที่ค้างในบัตรที่หมดอายุ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10% ของบัตรพรีเพดของเอไอเอส หรือประมาณ 4 ล้านใบต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณปีละ 360 ล้านบาท ที่แม้ว่าจะน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณการเติมเงินของลูกค้าที่ตกเดือนละ 7,000 ล้านบาท แต่เอไอเอสก็พร้อมจะยกเลิกวันหมดอายุบัตรพรีเพด
แต่ได้เสนอให้ กสทช.เห็นถึงข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนของบัตรพรีเพดที่ค่ายมือถือต้องจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาเลขหมายเบอร์ละ 2 บาท ที่ต้องจ่ายให้กับ กสทช. รวมถึงต้นทุนค่าบริหารจัดการเลขหมาย ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อเดือน ว่าหากบัตรพรีเพดใดไม่มีการเคลื่อนไหวในการใช้งานต่อเนื่องกัน 1 ปี ก็ขอยกเลิกการใช้งานบัตรดังกล่าวเพื่อควบคุมต้นทุนของบัตร
นอกจากนี้ การกำหนดเวลาบัตรพรีเพดที่ 1 ปี ยังช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปริมาณเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ขาดแคลนได้อีกด้วย เพราะหากไม่มีการกำหนดวันหมดอายุของบัตรแล้ว ค่ายมือถือจะไม่สามารถนำเลขหมายที่ไม่มีการเคลื่อนไหวการใช้งานกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reuse)
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตจะมีการหารือเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
แม้กติกาที่ กสทช.ประกาศออกมานั้น จะส่งผลกระทบต่อค่ายมือถือ แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายของ กสทช. คือ ลูกค้าต้องได้รับความเป็นธรรมในการใช้งาน และเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในหมู่ผู้ประกอบการค่ายมือถือด้วยกัน
ดังนั้น ผู้ประกอบการก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม้จะเจ็บตัวในบางเรื่อง แต่เชื่อว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ตราบใดที่ทั้ง กสทช. และผู้ประกอบการมือถือหันหน้าเข้าหากันโดยเอาประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้ง







