
สงครามเงินเยนสะท้าน 'เกาหลี'สะเทือนถึงทรวง
การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลของ “ญี่ปุ่น” เพื่อกดเงินเยนให้อ่อนค่าลง อาจส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน
การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลของ “ญี่ปุ่น” เพื่อกดเงินเยนให้อ่อนค่าลง อาจส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลของ “ญี่ปุ่น” เพื่อกดเงินเยนให้อ่อนค่าลง อาจส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน ต้องปวดหัวกับการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินในประเทศ ทว่าคงไม่มีประเทศใดที่ได้รับผลกระทบมากไปกว่า “เกาหลีใต้” ซึ่งส่งออกสินค้าในกลุ่มประเภทเดียวกันตั้งแต่ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ
ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลก และเกาหลีใต้ ซึ่งตามมาติดๆ ในฐานะอันดับ 5 นั้น นับเป็นคู่แข่งที่ไล่บี้กันมาอย่างสูสีในตลาดส่งออก และการเคลื่อนไหวของเงินเยนที่อ่อนค่าลงหนักในช่วงนี้ ก็ยิ่งทำให้สนามแข่งขันดุเดือดขึ้นชนิดไม่อาจกะพริบตาได้
ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2555 ที่ผ่านมา เงินวอนได้แข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 26.6% เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น ส่งผลกระทบให้สินค้าส่งออกของเกาหลีใต้แพงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่น และสินค้าเหล่านี้ก็ยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปอีกเมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
แองเจโล คอร์เบตตา หัวหน้าฝ่ายการลงทุนเอเชียของบริษัท ไพโอเนียร์ อินเวสต์เมนท์ ในอังกฤษ ให้ความเห็นกับวอลสตรีต เจอร์นัล ว่า การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินวอนและค่าเงินเยนที่ผ่านมา นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีนั้น กำลังจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์ในญี่ปุ่น และคอร์เบตตาก็ได้ลดสัดส่วนการลงทุนในค่ายรถเกาหลี โดยโยกไปยังฝั่งรถยนต์ญี่ปุ่นแทน
ขณะที่ธนาคารเครดิต สวิส คาดการณ์ว่าทุกๆ 1% ที่เงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินวอนเกาหลีใต้ จะส่งผลให้ภาคการส่งออกของเกาหลีใต้ซึ่งมีสัดส่วนถึง 57% ของจีดีพีประเทศ ต้องตามหลังญี่ปุ่นถึง 1.1% เนื่องจากสินค้าเกาหลีจะมีราคาแพงขึ้นและฉุดให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันลดลง
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลเกาหลีใต้ จะเริ่มส่งสัญญาณ “พร้อมเผชิญหน้า” กับปัญหาที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นครั้งนี้
บักแจวัน รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการต่างๆ ไว้พร้อมแล้วเพื่อรับมือกับปัญหาเงินวอนแข็งค่า ขณะที่เกาหลีใต้เพิ่งตัดสินใจประกาศลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 ลง โดยให้เหตุผลถึงปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของประเทศ ซึ่งรวมถึงปัญหาเงินวอนแข็งค่าขึ้นด้วย
ส่วนทางด้านธนาคารกลางเกาหลีใต้นั้น ก็ได้ประกาศตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า จะจำกัดปริมาณการซื้อขายสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าของธนาคารต่างๆ ในประเทศ เพื่อจำกัดการเก็งกำไรค่าเงิน
ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ดำเนินมาตรการไปแล้วหลายด้านเพื่อช่วยลดผลกระทบของผู้ส่งออกจากภาวะเงินวอนแข็งค่า อาทิ การตั้งกองทุนช่วยเหลือ และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่บริษัทประกันการค้าเกาหลี ก็ยังเตรียมหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการชั่วคราว เพื่อลดภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาค่าเงินแข็งค่าขึ้นด้วย
ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ บริษัทต่างๆ ในเกาหลี เริ่มเตรียมทยอยประกาศผลประกอบการในไตรมาส 4 ของปี 2555 กันแล้ว ซึ่งรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่อย่าง ฮุนได มอเตอร์ ค่ายรถยนต์อันดับ 1 ในเกาหลีใต้
ชอยอินซิก นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยยานยนต์เกาหลี เปิดเผยกับแชนเนลนิวส์เอเชีย ว่า ค่ายรถเกาหลีกำลังสูญเสียประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และยังต้องเผชิญปัญหา 2 ด้านไปพร้อมกันจากทั้งปัญหาค่าเงิน และการที่ค่ายรถญี่ปุ่นกำลังใช้ความได้เปรียบนี้ปรับยุทธศาสตร์การตลาดให้แข็งแกร่งขึ้น
ล่าสุดนั้น บริษัท เกียร์ มอเตอร์ส ค่ายรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ในดินแดนโสมขาว ก็ต้องพบกับรายได้ที่ลดฮวบลงในผลประกอบการไตรมาส 4 โดยผลกำไรสุทธิได้ปรับตัวลดลงถึง 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าลงมาอยู่ที่ 4.04 แสนล้านวอน
ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 6.7% มาอยู่ที่ 7.37 แสนล้านวอน จากปัญหาเงินวอนที่แข็งค่าขึ้น รวมถึงปัญหาการจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกค้าในสหรัฐที่พบปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ของเกียร์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงจะเป็นข่าวดีสำหรับภาคการส่งออกของญี่ปุ่น ทว่านักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าเร็วเกินไปที่จะได้เห็นข่าวดีดังกล่าวในผลประกอบการรายไตรมาสในช่วงปลายเดือน ซึ่งจะมีบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ตบเท้ารายงานตัวเลขกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ แคนอน อิงค์ นินเทนโด โตชิบา คอร์ป และเอ็นอีซี คอร์ป
เนเดอร์ นาเอมิ นักวางยุทธศาสตร์ลงทุนอาวุโสและผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของบริษัท เอเอ็มพี แคปิตอล ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า การอ่อนค่าลงของเงินเยนจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับบางภาคธุรกิจเท่านั้น อาทิ บริษัทรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ทว่าจะไม่ช่วยอะไรมากนักกับสินค้าในกลุ่มเหล็กกล้าและปิโตรเคมิคัล
ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงอาจจะต้องคงนโยบายเงินเยนอ่อนค่าไปอีกระยะยาว จึงจะสามารถเห็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนโดยรวมทั้งหมด
หากทิศทางของญี่ปุ่นดำเนินต่อไปในระยะยาวจริง สงครามค่าเงินจากการตอบโต้ของประเทศคู่แข่งทางการส่งออกแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ก็อาจปะทุให้ได้เห็นในปีนี้ ก็เป็นได้







