
สผ.ลดเสี่ยงค่าเงินเพิ่มหนี้ดอลลาร์สหรัฐ-แย้มกำไรหรู
กลุ่ม ปตท.ลดเสี่ยงค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อน เงินบาทแข็ง ปตท.สผ.เล็งขายปรับวิธีขายหุ้นกู้ 4.7 หมื่นล้านเป็นเหรียญสหรัฐ แย้มกำไรไตรมาสดีขึ้น
กลุ่ม ปตท.ลดเสี่ยงค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อน เงินบาทแข็ง ปตท.สผ.เล็งขายปรับวิธีขายหุ้นกู้ 4.7 หมื่นล้านเป็นเหรียญสหรัฐ แย้มกำไรไตรมาสดีขึ้น
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เปิดเผยในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 ว่า บริษัทกำลังศึกษาวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ที่ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติวงเงินไว้แล้ว 4.7 หมื่นล้านบาท เป็นเงินเหรียญสหรัฐทั้งหมด หรือเป็นเงินเหรียญสหรัฐเป็นบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ปัจจุบัน บริษัทมีหนี้ทั้งหมดประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นเงินบาท ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่า ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า หากไม่ปรับพอร์ตหนี้อาจจะประสบปัญหาการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะเงินเหรียญออสเตรเลียแข็งค่า
“บริษัทพยายามหาวิธีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยพยายามกู้เงินเหรียญสหรัฐเพื่อนำไปขยายการลงทุน เพราะเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ปัจจุบันบริษัทแทบจะไม่มีภาระสกุลเหรียญสหรัฐเลย ซึ่งไม่สอดรับกับรายรับและรายจ่ายส่วนใหญ่ที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ” นายอนนต์ กล่าว
ก่อนหน้านี้บริษัท ปตท. (PTT) ได้กู้เงินจากสถาบันการเงินญี่ปุ่นจำนวน 3 แห่ง มูลค่ารวม 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากปีที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้ขายในประเทศเป็นส่วนใหญ่
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2553 นายอนนต์ กล่าวว่า กำไรสุทธิจะดีขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไร 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจาก 3 ปัจจัย คือ ราคาน้ำมันเฉลี่ยขึ้นมาเกือบ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำลังการผลิตโดยรวมที่อยู่ที่ 2.54 แสนบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปีก่อน 2.34 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่มาจากสุทธิแหล่งพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติร่วมระหว่างไทยกับมาเลเซีย B17 และการรับรู้แหล่งโครงการอาทิตย์เหนือเต็มปี 2553 จากปีก่อนเริ่มรับรู้รายได้เมื่อเดือน ก.ค. รวมถึงความต้องการใช้ก๊าซสูงขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ บริษัทจะรับรู้เงินสำรองกลับจากที่ตั้งสำรองความเสียหายแหล่งมอนทาราประมาณ 4,000 ล้านบาท จากที่ตั้งสำรองไปทั้งหมด 9,000 ล้านบาท และทยอยรับรู้ตั้งแต่ค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกัน 230 เหรียญสหรัฐนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้ปีนี้ โดยจะเริ่มทยอยรับรู้ได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
“บริษัทกำลังประเมินความเสียหายอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลออสเตรเลีย และมีความเป็นไปได้น้อยที่จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” นายอนนต์ กล่าว
สำหรับไตรมาสแรกคาดว่ากำไรจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้นมากว่า 70 เหรียญสหรัฐบาร์เรล จากเฉลี่ยของปีก่อนที่ 60-62 เหรียญสหรัฐ และปริมาณการผลิตก็ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงที่เป้าหมายตั้งไว้ 2.54 แสนบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ คาดว่าบริษัทจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายก๊าซจากแหล่ง M9 ในพม่าภายในเดือน เม.ย. ส่วนงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) กล่าวว่า บริษัทกำลังเจรจาเข้าลงทุนในธุรกิจวัสดุก่อสร้างและธุรกิจผลิตกล่องกระดาษในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นโครงการขนาดเล็กมูลค่าไม่ถึงหลักพันล้านบาท
“SCC ไม่สนใจซื้อกิจการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) จากกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อนำมารวมกิจการกับบริษัท ซีเมนต์ไทย โฮมมาร์ท เพราะเราต้องการลงทุนเพิ่มในต่างประเทศมากกว่า” นายกานต์ กล่าว







