
รัฐส่อหยุดซื้อยางเพิ่ม
ไม่ต่อโครงการหลังสิ้นมี.ค.อ้างราคาขึ้นหลังผลผลิตลด
ไม่ต่อโครงการหลังสิ้นมี.ค.อ้างราคาขึ้นหลังผลผลิตลด
คาดรัฐบาลไม่ต่ออายุโครงการซื้อยาง อ้างราคาโลกเริ่มปรับขึ้น เหตุความต้องการเพิ่มขณะสต๊อกจีนลดลง และผลผลิตไทยเริ่มน้อยช่วงใกล้ฤดูผลัดใบ
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ บริหารโครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพาราว่า คงไม่มีการขยายเวลาโครงการ หลังครบกำหนดในวันที่ 31 มี.ค. 2556 แม้กลุ่มเกษตรกรจะขอเสนอให้มีการต่ออายุโครงการ ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์ราคายางพาราในขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มขยับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ราคายางที่เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นผลเนื่องมาจากปริมาณความต้องการใช้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณสต๊อกยางพาราของประเทศจีนในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกเริ่มลดลง ประกอบกับในช่วงต้นปีจะเป็นฤดูยางผลัดใบของประเทศไทย ทำให้มีปริมาณยางพาราออกสู่ตลาดน้อย ผู้ส่งออกจึงเริ่มแข่งขันซื้อยางเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งเดินหน้าการรับซื้อยางพาราในโครงการ ในราคา 104 บาท/กิโลกรัม ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินงบประมาณมาให้แล้ว 5,000 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งหมดที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ก่อนหน้า จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรับซื้อยางตามแผนรักษาเสถียรภาพราคาจำนวนประมาณ 3 แสนตัน
ปัจจุบัน ราคายางแผ่นดิบรมควัน ชั้น 3 อยู่ที่ 88.68 บาท/กิโลกรัมและราคาเอฟโอบีอยู่ที่ 97.80 บาท/ กิโลกรัม ในขณะที่โครงการของรัฐบาลรับซื้อในราคา 104 บาท/กิโลกรัม.
“จากสถานการณ์ราคายางที่เริ่มเพิ่มขึ้น ทำให้ในพื้นที่เริ่มมีการซื้อยางแข่งกับโครงการถึงในสวน แม้จะซื้อไม่ถึงราคาของโครงการ แต่เมื่อไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำยางไปขายเอง เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงไม่สนใจนำยางมาขายโครงการ จึงคาดว่าคงไม่จำเป็นต้องต่อเวลาโครงการออกไป” นายยุทธพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า จากนี้ไปจะเริ่มผลักดันการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น โครงการสนามกีฬาลาดยาง อ่างเก็บน้ำ ไม้หมอนรถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิชาการ และโครงการถนนลาดยางพารา 19 กิโลเมตร งบประมาณ 85 ล้านบาท ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งจากการติดตามความคืบหน้าของโครงการพบว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการตามที่แผนงานกำหนดไว้ ที่จะต้องแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ม.ค. หรือ ก.พ. 2556 เนื่องจากกรมทางหลวงชลบทแจ้งว่า งบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอ ต้องใช้ถึง 130 ล้านบาท จึงจะหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอีกครั้งว่า จะอนุมัติงบประมาณเพิ่มหรือไม่ และให้สถาบันวิจัยยางไปหารือร่วมกับคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการทำถนนเส้นดังกล่าว







