
ปัจจัยเสี่ยงพรึ่บ
เวิลด์แบงก์เตือนไทยเลิกกระตุ้นแนะสะสมกระสุนไว้สู้เศรษฐกิจ
เวิลด์แบงก์เตือนไทยเลิกกระตุ้นแนะสะสมกระสุนไว้สู้เศรษฐกิจ
เวิลด์แบงก์เตือนรัฐบาลไทยเลิกสุรุ่ยสุร่าย เตรียมกระสุนไว้สู้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจ
นายแอนดรูว์ เบิร์น ผู้จัดการกลุ่มแนวโน้มการพัฒนา แผนกพัฒนาทางเศรษฐกิจ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังเปราะบาง ชะลอตัวยาวนานขึ้น และยังไม่มั่นใจ แม้ในภาพรวมจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น สะท้อนจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปปรับดีขึ้นบ้าง ภาวะเช่นนี้ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเติบโตช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะโตแผ่วลงมาอยู่ที่ระดับ 2.4% จาก 3.54% ซึ่งจะทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเติบโตลดลงด้วย
ทั้งนี้คาดว่า ประเทศที่กำลังพัฒนาจะโตเฉลี่ย ที่ระดับ 5.5% ซึ่งแม้จะไม่สูง 78% เหมือนที่ผ่านมา แต่ก็รักษาระดับการเติบโตที่มั่นคงได้
“เฉพาะเอเชียแปซิฟิกคิดว่ายังเติบโตได้เข้มแข็ง เพราะประเทศกำลังพัฒนายังมีอุปสงค์ในประเทศที่ดีและมีช่องที่จะใช้มาตรการทางการคลังได้ แต่ไม่ควรสร้างภาระหนี้สาธารณะในระดับสูงจนจำกัดการใช้เครื่องมือทางการคลัง เพราะเครื่องมือทางการ คลัง ช่วยรองรับปัญหาและกระตุ้นอุปสงค์ได้ถึง 33% เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่มีเครื่องมือการคลัง ประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากร และสร้างความสามารถทางการคลังสะสมไว้เพื่อรองรับหากเกิดวิกฤต” นายแอนดรูว์ กล่าว
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส เวิลด์แบงก์ สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกประเมินว่า ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณการฟื้นตัวเป็นไปอย่างช้าๆ ขยายตัวได้ในอัตรา 2.4% ซึ่งอาจจะกระทบต่อภาคการค้า และส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง กระทบต่อรายได้เกษตรกร โดยราคายางพาราคาดว่าอยู่ที่ 330 เหรียญสหรัฐ/ กิโลกรัม ลดลงจาก 338 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม
ราคาข้าวอยู่ที่ 540 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปีนี้ และ 520 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปี 2557 หรือลดลงปีละ 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อใช้บริหาร จัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท อาจจะล่าช้า โดยปีนี้คาดว่าจะเบิกจ่ายได้แค่ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าเบิกได้น้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท ก็เป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบจากนโยบายภาครัฐ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่เพิ่มขึ้น 20% จนทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นหากเป็นไปได้รัฐบาลปรับนโยบายโดยควรทำให้ช้าลงและทยอยปรับขึ้นค่าแรงในบางจังหวัด
ปัจจัยเสี่ยงสุดท้าย คือความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งคาดว่าบรรยากาศการเมืองจะไม่แตกต่างจากปีก่อนหน้านี้มากนัก
สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะของไทยที่อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในอัตรา 44.5% ขึ้นไป แต่มีความเป็นห่วงในเรื่องหนี้ผูกพันของรัฐที่แฝงในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
ดังนั้น จึงแนะนำให้รัฐบาลลดการกระตุ้นระยะสั้น และเก็บเงินสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ธนาคารโลกยังประเมินว่า จีดีพีของไทยในปีนี้จะโตได้ 5% มากกว่าปีที่แล้วที่ 4.7% เพราะภาคการผลิตที่กลับมาผลิตได้เต็มที่หลังผ่านปัญหาน้ำท่วม ปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวได้ 5.5%







