
โยนภาระการบินไทย
วางแผนรับมือเหตุประท้วงซ้ำเล็งประสานกองทัพอากาศช่วย
วางแผนรับมือเหตุประท้วงซ้ำเล็งประสานกองทัพอากาศช่วย
คมนาคมจี้การบินไทยผุดแผนรับมือพนักงานประท้วง ด้าน ทอท.เตรียมฝึกคนทำงานแทนหากเกิดเหตุซ้ำ ส่วน สทท.จี้เปิดสัมปทาน จ้างบริษัททำไฮโหลดเดอร์เพิ่ม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีการผละงานประท้วงของพนักงานการบินไทย ว่า บริษัท การบินไทย จะต้องมีแผนฉุกเฉินเตรียมไว้ใช้ หากเกิดเหตุพนักงานประท้วงจนส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารเช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยจะต้องเตรียมกำลังคนไว้ให้พร้อมบริการ ทั้งนี้อาจจะประสานกับกองทัพอากาศเพื่อให้บริการทดแทน หากเกิดปัญหาขึ้น
ทั้งนี้ การป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ฝ่ายบริหารต้องดำเนินการทุกอย่างให้ถูกระเบียบ โปร่งใส และมีข้อมูลต่างๆ พร้อมชี้แจงทั้งต่อสหภาพฯ และสังคม
ด้านนายสมชัย สวัสดีผล รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ทอท. เร่งทบทวนแผนบริหารความเสี่ยงหลังเหตุการณ์พนักงานขนย้ายสัมภาระผู้โดยสารออกจากเครื่องบิน (ไฮโหลดเดอร์) บริษัท การบินไทย นัดหยุดงาน ซึ่งส่งผลให้การขนย้ายสัมภาระกระเป๋าหยุดชะงัก
“บริษัทเตรียมหารือร่วมกับการบินไทย วางแผนพัฒนาบุคลากรของ ทอท.ให้มีความรู้ความสามารถขับขี่รถไฮโหลดเดอร์ รวมถึงขั้นตอนการขอใบขับขี่ เพื่อรับมือกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน” นายสมชัย กล่าว
ที่ผ่านมา บริษัทได้ให้สัมปทานการขับรถไฮโหลดเดอร์กับบริษัท การบินไทย และบริษัท การบินกรุงเทพ ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เป็นผู้ปฏิบัติงานในส่วนดังกล่าวบริเวณท่าอากาศสุวรรณภูมิ ซึ่งการขับรถไฮโหลดเดอร์ ผู้ขับขี่ต้องได้รับใบอนุญาตขับขี่ท่าอากาศยาน (แอร์ไชต์)
ด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ทอท.ควรพิจารณาเปิดสัมปทานให้ กับบริษัทที่มีความพร้อมด้านการ บริการภาคพื้นดินมาดำเนินการให้บริการในส่วนของไฮโหลดเดอร์เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาคุณภาพการบริการแก่สายการบิน หากไม่เร่งพัฒนาอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวได้
ทั้งนี้ ทอท.ได้ปรับตัวเลขเป้าหมายผู้โดยสารปี 2556 ที่เดินทางใช้บริการท่าอากาศยานที่บริษัทบริหารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และเชียงราย เพิ่มขึ้นเป็น 83 ล้านคน จากเป้าหมายเดิม 78 ล้านคน หรือเติบโตเฉลี่ย 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน อันเป็นผลมาจากการเติบโตและการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์)







