
9 ข้อ พร้อมรับการเติบโตธุรกิจ
การเริ่มทำธุรกิจนั้น เมื่อมาถึงช่วงของการเติบโต การเตรียมความพร้อมก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่มีวิธีหรือแนวทางเพื่อรองรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ธุรกิจอาจพังไม่เป็นท่าเช่นกัน
การเริ่มทำธุรกิจนั้น เมื่อมาถึงช่วงของการเติบโต การเตรียมความพร้อมก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่มีวิธีหรือแนวทางเพื่อรองรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ธุรกิจอาจพังไม่เป็นท่าเช่นกัน
วันนี้ขอนำ 9 ข้อเพื่อเตรียมพร้อมรับการเติบโต มาบอกกล่าวต่อจากโลกอินเทอร์เน็ต โดยนำเอาบทความจาก JK Harris ผู้ก่อตั้ง Flashpoints Consulting, LLC และเป็นที่ปรึกษาชั้นนำของบริษัททั้งขนาดเล็กและใหญ่ทั่วโลก ได้ให้วิธีการเตรียมความพร้อมรับมือการเติบโตทางธุรกิจไว้ 9 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.รับรู้ในข้อมูลพื้นฐานการเติบโตของบริษัท ที่มีส่วนต่างการขยายที่เติบโตขึ้นว่ามีความแตกต่างมากหรือน้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวควรจะมีมากกว่าผลประกอบการ เช่น จำนวนพนักงาน ผลผลิตที่ได้เมื่อเทียบกับพนักงานและเงินลงทุน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆในบริษัท นอกจากนี้ยังควรทราบข้อมูลถึงสิ่งที่มุ่งหวังจากการทำธุรกิจในอนาคต เพื่อวางแผนในอนาคตไปในตัวเพื่อที่จะได้กำหนดกลยุทธ์ที่เข้มแข็งขึ้นนั่นเอง
2.รักษาความสัมพันธ์กับแหล่งเงินทุน ทุกคนรู้ว่าเงินทุนกับการทำธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญและของคู่กันขนาดไหน การรักษาความสัมพันธ์อันดีจึงเป็นสิ่งที่ควรจะทำอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลประกอบการจะออกมามีกำไรดีขนาดไหน ก็ไม่ควรที่จะละทิ้งความสัมพันธ์ทางจุดนี้ไปเป็นอันขาด นอกจากนี้ในทางกลับกันยิ่งธุรกิจเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร นั่นหมายถึงผู้ประกอบการจะต้องหาเงินมาใส่ในกระแสเงินสดของบริษัทและลงทุนเพิ่มในส่วนที่ยังขาดเหลือเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตมากยิ่งขึ้นด้วย
3.เตรียมรับความสำเร็จ อาจจะเนื่องจากความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นตลอดทั้ง 8,760 ชั่วโมงในหนึ่งปี ดังนั้นความสำเร็จและการเจริญเติบโตของธุรกิจจึงไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยนักของผู้ประกอบการและพนักงาน ดังนั้นการเตรียมตัวรับกับความสำเร็จและการเติบโตจึงเป็นหัวข้อหนึ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ เพราะเมื่อบริษัทเติบใหญ่และประสบความสำเร็จย่อมต้องตกเป็นที่สนใจของสาธารณชน การเตรียมตัวพร้อมรับคำถามและการจับตามองอีกทั้งเรื่องความคาดหวังจากสังคมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางบริษัทถึงกับต้องจัดตั้งฝ่ายสื่อสารองค์กรเลยทีเดียว
4.เพิ่มบุคลากร การที่บริษัทประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นจะต้องมีหน้าที่การงานที่รับผิดชอบมากขึ้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเปิดรับสมัครพนักงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร อันจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของพนักงานเดิมที่มีอยู่แล้วของบริษัท และไม่ทำให้การทำงานส่งให้กับลูกค้าล่าช้าไปจากเดิม โดยประสิทธิภาพของการทำงานจะต้องรักษาไว้ที่มาตรฐานเดิม
5.ใช้คนให้เหมาะสมกับงานที่ทำ พอบริษัทมีการเติบโตและขยายฐานทางธุรกิจสูงขึ้น แน่นอนว่าหน้าที่การงานความรับผิดชอบในฝ่ายและแผนกต่างๆ ก็จะทวีความสำคัญมากขึ้น จึงต้องดำเนินการจัดสรรพนักงานมาลงตามตำแหน่งตามความเหมาะสมและศักยภาพความรู้ความสามารถ เพื่อให้ใช้ทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างคุ้มค่า
6.เอาใจใส่ดูแลพนักงาน การถูกดึงตัวของพนักงานจากบริษัทคู่แข่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจย่อมมีคู่แข่งอยากได้ตัวของพนักงานไปร่วมงานด้วย เพราะจะได้พนักงานที่มีความรู้มีประสบการณ์ที่ไม่ต้องมานั่งสั่งสอนเพิ่มเติมให้เสียเวลา การป้องกันพนักงานที่ถือเป็นมันสมองโดยเฉพาะระดับหัวกะทิจึงเป็นสิ่งที่จะต้องป้องกันอย่างสุดชีวิต ด้วยการเพิ่มเงินเดือน มีโบนัสหรือสวัสดิการที่ดี ดูแลเอาใจใส่ให้พนักงานทำงานร่วมกันกับบริษัทอย่างมีความสุข คือสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำอย่างยิ่งยวด เพราะเชื่อว่าพนักงานเองก็ไม่ได้อยากจะย้ายบริษัทที่ตนเองมีส่วนผลักดันสร้างความสำเร็จสักเท่าไร
7.สรรหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแลในส่วนที่ไม่ถนัด เพราะความที่บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้บางครั้งงานขยายไปในส่วนที่บริษัทไม่ค่อยมีความถนัดนัก การสรรหาและจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจมาให้คำปรึกษาในการดำเนินงานกับทางด้านผู้ประกอบการในเรื่องต่างๆ จึงมีประโยชน์สูงกับการทำงาน โดยการให้คำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการจะต้องหัดเรียนรู้และศึกษาจากเขาเพื่อนำมาปรับใช้ได้เองในอนาคต
8.เอาใจใส่ลูกค้าให้มากขึ้น บริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หากปราศจากลูกค้า และหากผู้ประกอบการไม่เอาใจใส่และเทกแคร์ความรู้สึกของลูกค้า แน่นอนว่าบริษัทจะต้องเสียพวกเค้าไปในที่สุด และยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้ จึงควรที่จะเอาใจใส่ในความต้องการและงานบริการของลูกค้าให้จงมาก เพราะการสร้างลูกค้าใหม่จะยากและสิ้นเปลืองกว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมหลายเท่าตัวนัก
9.มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลักและไม่ไขว้เขว สิ่งหนึ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมักจะเป็นคืออาการเหลิงและหลงตัวเองจากความสำเร็จที่ได้รับ จึงทำให้อยากจะทำโน่นทำนี่จนหลงลืมธุรกิจหลัก และมุ่งไปที่ธุรกิจรองที่เพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่แย่มากในความคิดของนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรมุ่งความสนใจไปที่ธุรกิจหลักที่สร้างความสำเร็จก่อนที่จะไปมุ่งที่ธุรกิจรอง เพื่อรักษาฐานอำนาจทางธุรกิจและผลกำไรให้อยู่ในมือ
การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเติบโตทางธุรกิจถือเป็นการต่อยอดทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่แม้จะไม่ได้สร้างผลกำไรให้มากขึ้นนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสมควรทำเพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจอยู่เสมออย่างน้อยก็เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยให้กับธุรกิจในอนาคต มิเช่นนั้นธุรกิจของผู้ประกอบการอาจจะมีลักษณะเหมือนซินเดอเรลล่าที่ประสบความสำเร็จเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวพอถึงเวลาสิ่งนั้นก็หายไปเหมือนเวทย์มนตร์ที่เสื่อมไปตอนเข็นนาฬิกาตีเวลาบอกเที่ยงคืนนั่นเอง







