
เก็บตกการเงิน
แบงก์ชาติยันขึ้นค่าแรงไม่ดันเงินเฟ้อ
แบงก์ชาติยันขึ้นค่าแรงไม่ดันเงินเฟ้อ
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ยังไม่น่ากังวล แม้จะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา คาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ไว้ที่ระดับ 1.7% ส่วนปีหน้าคาดไว้ที่ 1.6% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.8 ส่วนปีหน้าคาดไว้ที่ 2.6%
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปีนี้ก็ไม่น่าปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าราคาน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ทางด้านดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีที่แล้วที่คาดว่าจะเกินดุล 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเกินดุลเพียง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้านดุลการค้าปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 8,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 8,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และปีหน้าคาดว่าจะเกินดุลการค้าที่ 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายไพบูลย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีแม้ทิศทางเศรษฐกิจปีนี้จะปรับดีขึ้น แต่ยังต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ความเสี่ยงจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อและหนี้ครัวเรือน รวมถึงผลจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทรอบสองต่อเศราบกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้มองว่าการส่งออกไทยไปญี่ปุ่นไม่น่าจะกระทบมากแม้ว่านักแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งหรือเยนจะอ่อนค่าลงมาก เพราะส่งออกไทยไปญี่ปุ่นเป็นสินค้าจำเป็น เช่น กุ้ง อาหารแช่แข็ง ฯลฯ ส่วนอุตสาหกรรมหนักที่มีการนำเข้าเครื่องจักรน่าจะได้ผลดีจากค่าเงิน
ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่มีน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น จากการแก้ปขปัญหาของกรีซชัดเจนขึ้น การตัดกรีซออกจากกลุ่มยูโรโซนหมดไป เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาสหรัฐฯก็เริ่มชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับภาวะเงินเฟ้อก็ยังไม่น่ากังวล เพราะแรงกดดันต่อต้นทุนและการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท คาดว่าจะไม่ทำให้ระดับสินค้าเพิ่มขึ้นมากนัก และราคาน้ำมันนปีนี้ก็ไม่น่าปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าราคาน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
“ถ้านโยบายการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจน มีการลงทุนตามแผนตามโครงการที่เคยประกาศก็อาจจะมีผลให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้มากกว่า 4.9% แต่ในทางตรงกันข้ามหากทำไม่ได้ตามที่คาดไว้การเติบโตปีนี้อาจจะลดลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามโครงสร้างพื้นฐาน 2.27 แสนล้านบาทยังไม่ได้รวมอยู่ในการคาดการณ์ครั้งนี้ เพราะยังไม่มีความชัดเจน” นายไพบูลย์กล่าว
คาดเอกชนออกตราสารหนี้ 5,000 ล้านเหรียญ
นายออกัสโต คิง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านตลาดตราสารหนี้ ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเดอะรอยัลแบงก์ อ๊อฟ สกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยซึ่งมีการเติบโตที่รวดเร็วหลายแห่ง มีแผนจะออกไปซื้อกิจการ ร่วมทุนหรือขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ ทำให้คาดว่าในปีนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยจะมีการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศไม่ต่ำกว่ายอดในปีที่ผ่านมาซึ่งมีมูลค่ารวม 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายออกัสโต กล่าวว่า จากฐานะการเงินของธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยที่ดีขึ้นมากในปัจจุบันและสภาพคล่องในต่างประเทศที่มีสูง ทำให้ต้นทุนการออกตราสารสกุลตราต่างประเทศของธุรกิจไทยขณะนี้ปรับตัวลดลง ซึ่งการที่บริษัทเหล่านี้มีแผนจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ การใช้ทุนที่เป็นรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐหรือสกุลต่างประเทศ จะเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพราะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้
“ช่วงนี้จึงเห็นได้ว่านายธนาคารจากสิงคโปร์หรือฮ่องกงเข้ามาพูดคุยกับธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยมากขึ้น เพราะธุรกิจเหล่านี้ต้องการระดมทุนที่เป็นสกุลต่างประเทศมากขึ้น เห็นได้จากในช่วง 25 ปีก่อน ที่ธุรกิจไทยมีการออกตราสารสกุลต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 1,000-1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปีที่ผ่านมาปีเดียวได้กระโดดขึ้นมาเป็น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ” นายออกัสโต กล่าว
นายชาลี มาดาน ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเดอะรอยัลแบงก์ อ๊อฟ สกอตแลนด์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับธุรกิจในประเทศไทยปีนี้อาร์บีเอสจะมุ่งเน้นการเติบโตใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ 1.การบริหารเงินสดและเทรดไฟแนนซ์ โดยอาศัยจุดแข็งด้านเครือข่ายที่มีอยู่ใน 38 ประเทศทั่วโลก ซึ่ง 11 แห่งอยู่ในเอเชียแปซิฟิก 2.การบริหารความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนให้กับลูกค้า และ3.การออกตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศให้กับลูกค้าธุรกิจไทย
โดยจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก 3 กลุ่มของธนาคาร ได้แก่ ธุรกิจขนาดใหญ่ (Toptier corporate) สัญชาติไทยที่ต้องการระดมทุนทั้งจากในและต่างประเทศ 2.บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งธนาคารจะให้ความสำคัญเพราะเป็นการช่วยนำเอฟดีไอเข้าสู่ประเทศไทยและ 3.ลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงินซึ่งธนาคารจะเข้าไปร่วมมือเป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างการระดมทุนให้กับลูกค้าธุรกิจ







