posttoday
นัยเงินบาทแข็งค่าต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

นัยเงินบาทแข็งค่าต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

18 มกราคม 2556

ภายในไม่ถึง 15 วันทำการนับจากสิ้นปี 2555 ซึ่งค่าเงินบาท อยู่ที่ 30.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ได้แข็งค่าขึ้นประมาณ 2.51% หรืออยู่ที่ 29.86 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการแข็งค่าครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือ การที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงท่าทีด้วยการส่งสัญญาณไม่แทรกแซง ซึ่งผมมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวดังนี้

ภายในไม่ถึง 15 วันทำการนับจากสิ้นปี 2555 ซึ่งค่าเงินบาท อยู่ที่ 30.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ได้แข็งค่าขึ้นประมาณ 2.51% หรืออยู่ที่ 29.86 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการแข็งค่าครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือ การที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงท่าทีด้วยการส่งสัญญาณไม่แทรกแซง ซึ่งผมมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวดังนี้

ประการแรก การแข็งค่าของเงินบาทมิได้เป็นไปตามกลไกปกติที่มาจากเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ผิดปกติของธนาคารกลางประเทศหลักของโลก ซึ่งได้แก่ สหรัฐ กลุ่มยูโรโซน อังกฤษ ญี่ปุ่น ซึ่งกินสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP โลกและกินสัดส่วนมากกว่า 85% ของเงินตราไหลเวียนทั่วโลก (เหรียญสหรัฐ ยูโร ปอนด์ เยน) ดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากกว่าปกติ ด้วยการพิมพ์เงินเข้ามาในระบบในชื่อมาตรการ QE และมาตรการ OMT ในกรณีของกลุ่มยูโรโซน

การพิมพ์เงินเข้ามาในระบบและกดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำกว่าปกติ เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้กระแสเงินทุนของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากมหาศาลจากการพิมพ์เงินต้องแสวงหาผลตอบแทนจากประเทศเกิดใหม่ และโดยมากพุ่งไปการหาผลตอบแทนในเอเชียและประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ดังที่เมื่อ 2 ปีก่อน รัฐมนตรีคลังของบราซิลได้เปรยไว้ว่า “เรากำลังอยู่ในสงครามค่าเงิน”

ด้วยเหตุนี้เอง เราไม่สามารถจะพิจารณาเพียงแค่การเปรียบเทียบว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เพราะการประเมินแบบนั้นจะทำให้ประเมินผลกระทบของกระแสเงินทุนไหลเข้าต่ำกว่าปกติ เพราะกระแสเงินทุนนั้น จ้องที่จะไหลบ่าเข้าในกลุ่มอาเซียนแทบจะทุกประเทศ โดยมากบ้างน้อยบ้างตามระดับความเข้มข้นของการเปิดเสรีทางการเงิน และไทยเป็นประเทศที่มีระดับการเปิดเสรีทางการเงินสูงมากในอาเซียนเป็นรองแค่สิงคโปร์เท่านั้น

ประการที่ 2 การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินญี่ปุ่น คือ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในรอบ 3 ปีหลังวิกฤตยูโรโซน เพราะใน 3 ปีที่ผ่านมา กระแสเงินทุนจากสหรัฐและยุโรปรวมทั้งที่อื่นๆ ได้หลบความเสี่ยงด้วยการไปลงทุนในรูปเงินเยน จนส่งผลให้เงินเยนแข็งค่า ครั้นเมื่อต้นปี 2556 รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นรับตำแหน่งและมีนโยบายการเงินเชิงรุกที่เพิ่มความเข้มข้นในการผ่อนคลายทางการเงินด้วยการพิมพ์เงินและกดค่าเงินเยนให้อ่อน ผลคือไม่เพียงแต่กระแสเงินทุนจำนวนใหม่ที่จะมาจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งน่าจะประกาศพิมพ์เงินในการประชุมวันที่ 2122 ม.ค. 2556 นี้เท่านั้น หากแต่เงินทุนอื่นๆ ที่อยู่ในรูปเงินเยนนั้นจะต้องไหลออกจากเงินเยนมิฉะนั้นจะขาดทุนค่าเงิน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้เงินเยนอ่อนค่า

กระแสเงินทุนเหล่านี้มีเป็นจำนวนมหาศาล ไหลเข้ามาประเทศไทยเพียงแค่ 12% ของจำนวนเงินทุนทั้งหมดที่เกิดจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ อาจจะผลักดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ในเพดานประมาณ 29.329.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งนั่นจะทำร้ายอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมตลอดจนผู้ส่งออกของไทยจำนวนมาก เพราะถึงอย่างไรก็ตามสัดส่วนของภาคส่งออกของไทยต่อจีดีพียังคงอยู่ในสัดส่วนที่สูงอยู่

ประการที่ 3 ผลของการส่งสัญญาณของ ธปท.และคลังในการไม่แทรกแซงค่าเงิน แต่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีความมุ่งมั่นจะแทรกแซงค่าเงินดังจะเห็นจากการลดดอกเบี้ยของเกาหลีใต้และออสเตรเลียในปลายปีที่แล้ว การคุมเข้มความร้อนแรงอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงและสิงคโปร์ แต่การส่งสัญญาณไม่แทรกแซงของไทยจะเสมือนการเชื้อเชิญให้กระแสเงินทุนควรจะไหลเข้าไปในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ผลคือจะผลักดันให้ดัชนีของหลักทรัพย์ไทยทะยานขึ้นมากกว่าปกติ และอาจจะไปสูงกว่าระดับ 1,550 จุดในปีนี้ รวมทั้งจะผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยร้อนแรงกว่าปกติ

ประการที่ 4 การส่งเสริมให้บาทแข็งค่าเพื่อเอื้อนักธุรกิจนำเงินทุนออกไปลงทุนต่างประเทศจะเป็นผลดีต่อนักธุรกิจสัญชาติไทยหรือ “ทุนไทย” ในการที่จะขยายธุรกิจด้วยการไปซื้อกิจการต่างประเทศเพื่อยกระดับความสามารถเชิงแข่งขันของธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันจะเป็นผลลบต่อ “ทุนต่างประเทศ” และ “ทุนไทยซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของทุนต่างประเทศ” และ “ทุนไทยที่เน้นส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ”

โดยสรุป ผมเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วยการให้ค่าเงินบาทแข็งค่าและเพิ่มความสำคัญของภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ณ ขณะนี้เรากำลังอยู่ในภาวการณ์ที่ไม่ปกติของระบบการเงินโลก การไม่ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทด้วยการปล่อยให้เงินบาทแข็งค่ามากนั้น อาจจะตามด้วยภาวะฟองสบู่ในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งกดดันธุรกิจไทยและต่างประเทศที่ส่งออก

ทางออกที่เหมาะสมที่สุด คือ การลดดอกเบี้ยนโยบายหรือพิจารณามาตรการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นในตราสารหนี้ในประเทศแบบเดียวกับที่ ธปท.เคยใช้เมื่อช่วงปลายปี 2549 m

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน