
อนาคตค่าไฟฟ้าพุ่ง
อ้างโดนต้านนิวเคลียร์ถ่านหิน ปรับแผนใช้ก๊าซราคาแพงแทน
โพสต์ทูเดย์
— ขู่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพง เหตุต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถ่านหิน แจ้งเกิดนายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 (พีดีพี 2010) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาแผนสำรองเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ตามแผนพีดีพี อันเป็นผลมาจากการถูกต่อต้านจากชุมชน
เชื้อเพลิงทางเลือกที่น่าจะทดแทนได้ในตอนนี้คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แต่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และอาจมีผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีแนวโน้มเพิ่มตามราคาน้ำมันตลาดโลก
ตามแผนพีดีพี 2010 ในระยะ 20 ปีข้างหน้า กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด หรือ 5,000 เมกะวัตต์ แห่งแรกจะเริ่มในปี 2563 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นหากต้องใช้แอลเอ็นจีมาทดแทนคงต้องหารือกับบริษัท ปตท. ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจี จะบริหารจัดการปริมาณแอลเอ็นจีจากต่างประเทศได้เพียงพอหรือไม่
“
ถ้าไม่มีนิวเคลียร์ต้องยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก๊าซฯ ถ้าเป็นแหล่งก๊าซฯจากอ่าวไทยหรือแหล่งอื่นๆในบริเวณนี้ จะมีใช้ได้แค่ 20 ปี จึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจากต่างประเทศแทน แต่คนไทยต้องทำใจว่าการใช้แอลเอ็นจีจะมีราคาสูง เพราะสะท้อนตามราคาตลาดโลก และอาจมีผลต่อค่าไฟ”นายณอคุณ กล่าวนายธนากร พูลทวี รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การจัดทำแผนสำรองเชื้อเพลิงคงต้องรอนโยบายจากกระทรวงพลังงานก่อน แม้เบื้องต้นจะเตรียมก๊าซไว้เป็นทางออก ซึ่งแต่ในเบื้องต้นหากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งก๊าซธรรมชาติ แทน โดยจะเลือกใช้แอลเอ็นจีที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่โรงไฟฟ้าประเภทพลังงานทดแทนคงไม่รองรับได้เพียงพอในแผนพีดีพีกำหนดแนวทางสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศจะต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไม่ต่ำกว่า 15% หากพิจารณาสถานการณ์ความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก
สำหรับระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสมของประเทศอาจสูงกว่า 20% ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี 2573 ประเทศจะมีการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5% หรือเท่ากับ 4,617 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 25532573 เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตติดตั้ง ณ เดือน ธ.ค. 2552 จำนวน 5.4 หมื่นเมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะมีโรงไฟฟ้าที่ถูกปลดออกจากระบบ 1.76 หมื่นเมกะวัตต์ ส่งผลให้ในสิ้นปี 2573 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 6.55 หมื่นเมกะวัตต์
ดังนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในระหว่างช่วงปี 25532573 จะประกอบด้วย 1.โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 4,617เมกะวัตต์ 2.โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชัน 7,137 เมกะวัตต์3.โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 1.66 หมื่นเมกะวัตต์
4.โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ปรับปรุงเขื่อนจากบางลางและโครงการสูบกลับจากเขื่อนลำตะคอง) 512 เมกะวัตต์ 5.การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 1.16 หมื่นเมกะวัตต์6.โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 5,000 เมกะวัตต์ และ 7.โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8,400 เมกะวัตต์







