
วันชัย เหลืองวิริยะ ผู้นำ...อัคคีปราการ
“วันชัย เหลืองวิริยะ” วัย 48 ปี ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อัคคีปราการ (AKP) บริษัทลูกของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) ที่จะขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้น BWG และนักลงทุนทั่วไปวันที่ 2325 ม.ค. และวันที่ 28-30 ม.ค.ตามลำดับ ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 7 ก.พ. 2556
“วันชัย เหลืองวิริยะ” วัย 48 ปี ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อัคคีปราการ (AKP) บริษัทลูกของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) ที่จะขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้น BWG และนักลงทุนทั่วไปวันที่ 2325 ม.ค. และวันที่ 28-30 ม.ค.ตามลำดับ ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 7 ก.พ. 2556
เขาเป็นน้องชายคนเล็กของตระกูลเหลืองวิริยะ จากพี่น้องทั้งหมด 5 คน โดย “สุวัฒน์ เหลืองวิริยะ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ และ “เอกรินทร์ เหลืองวิริยะ” รองกรรมการผู้จัดการ BWG เป็นพี่ชายของ “วันชัย”
“วันชัย” เป็นกรรมการผู้จัดการคนที่ 2 ของบริษัท โดยกรรมการผู้จัดการคนแรกคือ “เอกรินทร์” พี่ชายของเขา
“ผมเข้ามาสานงานต่อจากพี่ชายที่ก่อตั้งบริษัทนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อบริหารและประกอบการศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม (เตาเผาขยะอุตสาหกรรม) ที่บางปู จ.สมุทรปราการ แต่เขาเข้ามาบริหารงานเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ปีจากนั้นผมจึงเข้ามา”
“อัคคีปราการ” เดิมเป็นกิจการร่วมค้า บีวายเอสซี ที่ร่วมหุ้นระหว่างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน กับบริษัท ยามาเซ็น โฮลดิ้งส์ บริษัท ไซตามะ ยามาเซ็น และบริษัท ซียูบี เพื่อเตรียมและยื่นข้อเสนอเข้าประกวดราคาสำหรับโครงการของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กลุ่มกิจการร่วมค้าบีวายเอสซีได้รับสิทธิบริหารและประกอบการศูนย์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อัคคีปราการ ที่มีเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน ถือหุ้นใหญ่สุด 93.99%
บริษัทเริ่มให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายเชิงพาณิชย์แก่โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศด้วยวิธีเผาแล้วนำไปฝังกลบโดย BWG ทำให้กลุ่มบริษัทให้บริการกำจัดขยะอันตรายอย่างครบวงจร โดยเผาทำลายที่เตาเผาบางปู จ.สมุทรปราการ แล้วขนส่งไปกลบที่ จ.สระบุรี
กิจการของบริษัทช่วง 2 ปีแรกซึ่งเป็นช่วงลงทุนผลประกอบการยังขาดทุน โดยมีการก่อสร้างเตาเผา
ตั้งแต่ปี 2547 แล้วเสร็จปี 2549 และปี 2550-2551 กรมโรงงานหยุดดำเนินการเพราะหาคนบริหารไม่ได้ เมื่อบริษัทได้รับอนุมัติให้เข้ามาบริหารปี 2551 สภาพเตาเผานั้นเก่ามากต้องทำการซ่อมแซม ทำให้ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ ปีแรกขาดทุน 50 ล้านบาท ปี 2552 ที่ “วันชัย” เข้ามาบริหารนั้นขาดทุนลดลงเหลือ 20 ล้านบาท
จนกระทั่งปี 2553 จึงมีกำไร 22 ล้านบาท ปี 2554 กำไร 50 ล้านบาท และปี 2555 คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 30-40% จากปี 2554 ที่มีรายได้ 283 ล้านบาทและคาดว่ากำไรจะไม่ต่ำกว่าปี 2554 ที่มีกำไร 50 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังคาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโต 3040% จากปี 2555 ที่คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 3040% ในกำไรที่ไม่ต่ำกว่าปี 2555 โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะไม่ต่ำกว่า 3040% เช่นเดียวกับปี 2555
นอกจากเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของผลการดำเนินงานสูงแล้วยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสูงถึง 50% ของกำไรสุทธิอีกด้วย
ทุนจดทะเบียนของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากยุคเริ่มต้น 110 ล้านบาท เพิ่มเป็น 160 ล้านบาท และล่าสุดเรียกชำระเพิ่มเป็น 202 ล้านบาท ในมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 50 สตางค์ และจะขายประชาชนและผู้ถือหุ้นบริษัทแม่หุ้นละ 2 บาท
เขาเล่าว่า ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตสูง เพราะมีโรงงาน 8 หมื่น1 แสนโรงงานทั่วประเทศเป็นโรงงานที่มีกากเสีย 7,000-8,000 โรงงาน ขณะที่บริษัทยังให้บริการเพียง 700-800 โรงงานทั่วประเทศ
นอกจากนั้น ยังไม่มีคู่แข่งเนื่องมาจากมีกากอันตรายมากถึง 34 ล้านตันต่อปี และมีเพิ่มขึ้น 1015% ทุกปี
“เราเผาขยะเหล่านี้เพียง 5% ของ 34 ล้านตันเท่านั้น และมีอัตราการเผาทำลายเพียง 3040% เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นกากของเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ สารเคมีจากโรงพยาบาล เตาเผาของเราเป็นเตาเผาปลอดมลพิษรายเดียวในประเทศไทย และรายเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม เมื่อเผาทำลายครั้งแรกแล้วต้องเผาไอซ้ำอีกครั้งก่อนส่งไปฝังกลบ”
นอกจากนั้น สัญญาการเผาทำลายนั้นยาวนานถึง 20 ปี และสามารถต่อได้อีก 10 ปี ในขณะที่เพิ่มเริ่มดำเนินธุรกิจได้เพียง 5 ปีเท่านั้น
“วันชัย” จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน และกรรมการผู้จัดการบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ ทรานสปอร์ต บริษัทในเครือเดียวกันที่ทำหน้าที่ขนส่งกากของเสีย เมื่อบริษัทแม่ส่งมาเป็นกรรมการผู้จัดการ AKP จึงลาออกจากงานเดิมทั้งหมด
เขากล่าวว่า ที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพื่อนำเงินมาให้บริการลูกค้าเพื่อขนส่งกากของเสียมาทำลายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่เหลือนำไปเป็นทุนหมุนเวียน
ชายคนนี้แต่งงานมานานมากแล้ว ยามว่างจากงานเขามักขลุกอยู่กับครอบครัวที่ประกอบด้วยภรรยาและลูกชายวัยรุ่น 13 ปี ที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก
“ลูกเรียนอัสสัมชัญเพราะภรรยาเป็นคริสต์คาทอลิก และวันอาทิตย์ผมชอบว่ายน้ำและตีแบดมินตันกับลูกชาย” วันชัย กล่าว







