
สมาธิสร้างปัญญาได้อย่างไร
....นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
สาเหตุประการหนึ่งของวิกฤตการเมืองที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ น่าจะมาจากการที่คนไทยห่างไกลพระศาสนามากขึ้น ทำให้เราหลงลืมหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้าที่ได้สั่งสอนพุทธศาสนิกชนมาแล้วกว่า 2,500 ปี นั่นคือ ความมีเมตตาต่อกัน การที่คนไทยขาดหลักธรรมดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ได้ฝึกฝนสร้างสมาธิอย่างเพียงพอ เพราะจิตใจที่มั่นคงแข็งแกร่งด้วยสมาธิ ย่อมทำให้เราเกิดปัญญา แล้วในที่สุดเราก็จะวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล มีเมตตาต่อกัน และสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติ
ผมเพิ่งกลับจากเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งในหลักสูตรครูสมาธิที่เปิดสอนโดยพระเทพเจติยาจารย์ (พระอาจารย์วิริยังค์) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ เป็นหลักสูตรที่เน้นทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติจริง โดยนักศึกษาที่เข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวจะต้องผ่านการเดินธุดงค์นี้ จึงจะถือว่าสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 3 คืน 4 วัน ในกิจกรรมครั้งนี้มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการด้วยทั้งสิ้นจำนวนกว่า 1,300 คน ทั้งชาวไทยและแคนาดา โดยมีพระอาจารย์วิริยังค์ ซึ่งปัจจุบันอายุย่างเข้า 91 ปี เป็นผู้นำคณะเดินธุดงค์ดังกล่าว ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเปิดมาเป็นปีที่ 13 แล้ว
พระอาจารย์วิริยังค์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำสมาธิว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ปฏิบัติจะได้อานิสงส์มากมาย คือ จะเป็นผู้ที่รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบที่สมบูรณ์ และเป็นที่รู้จักมีเมตตาต่อผู้อื่น ซึ่งการฝึกสมาธิจะช่วยให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามนี้ได้ เพราะสมาธินั้นสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติเกิด
“ปัญญา” ซึ่งปัญญานั้นเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเป็นผู้มีปัญญา เพราะความหมายของคำว่า “พุทธะ” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานด้วยธรรม ผู้รู้นั้นคือผู้รอบรู้ในสิ่งต่างๆ ตลอดจนรอบรู้ในงาน หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบwผู้ตื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับ
“หลับใหล” หรือ “งมงาย” ซึ่งตรงกับคำว่า “ไสย”w
ผู้เบิกบานด้วยธรรม คือผู้ที่มีแต่ความสุข ซึ่งเป็นสุขแท้ที่เกิดจากการเป็นผู้ให้ เพราะจิตของผู้ที่คิดที่จะให้อยู่สูงกว่าจิตของผู้รับ ผู้ให้เท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เป็นที่รักการใช้ชีวิตในช่วงเวลา 3 คืน 4 วันของการทำธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์นั้น นักศึกษาจะต้องฝึกความอดทน อดกลั้น ฝึกความมีระเบียบวินัย ฝึกความเสียสละ ความมีเมตตาต่อกัน และการให้อภัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนการแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะการที่นักศึกษาจำนวนกว่า 1,300 ชีวิต ที่มีกิจกรรมกิน นอน การทำสมาธิแผ่เมตตาร่วมกัน โดยมีตารางเวลาที่ชัดเจนตั้งแต่เช้าจนถึงเข้านอน โดยจะตื่นนอนทุกวันเวลาตี 5 เพื่อลุกขึ้นทำสมาธิและแผ่เมตตาจิตในเต็นท์ของตนเอง เสร็จแล้วต้องไปรวมตัวกันบริเวณพิธีเพื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้า และทำสมาธิแผ่นเมตตาพร้อมกันทั้งหมดโดยพร้อมเพรียงกันอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วจึงจะไปรับประทานอาหารเช้าและเตรียมตัวเดินทางต่อในช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. ของทุกวัน ซึ่งจะใช้เวลาเดินจนถึงที่พัก คือภูเขาลูกใหม่ในเวลาประมาณ 16.00 น. แล้วจึงแยกย้ายเข้าที่พักของแต่ละคน เสร็จแล้วจึงสามารถไปอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัวที่บริเวณน้ำตก และเตรียมตัวรับประทานอาหารเย็น และสวดมนต์ทำวัตรเย็นในเวลา 18.00 น. และทำสมาธิแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนรับฟังธรรมะจากพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ และปิดท้ายด้วยการกล่าวแสดงความคิดความรู้สึกของนักศึกษาที่เข้ามาร่วมในพิธีดังกล่าวทุกวัน ทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาจากแคนาดา
จะเห็นได้ว่านักศึกษาทุกท่านที่ผ่านการเดินธุดงค์ในหลักสูตรครูสมาธินั้น จะเป็นผู้ที่มีพลังจิตที่เข้มแข็ง ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงาน จะช่วยให้เราเป็นผู้มีปัญญาที่แท้จริง ซึ่งปัญญานี้จะนำพาให้ชีวิตพบแต่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป ตลอดจนสุดท้ายจะเป็นผู้ที่มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าสังคมไทยทุกคนได้ทำสมาธิที่ถูกต้องและแผ่เมตตาจิตต่อกันก็จะเป็นสังคมที่มีความสงบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสังคมไทยวันนี้เราขาดสิ่งที่สำคัญตัวนี้ไป คือ ความรักและความเมตตาที่มีต่อกัน หากคนไทยสามารถปฏิบัติสมาธิให้เกิดปัญญาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนั้น สันติสุขและสันติภาพก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแน่นอน







