
กลุ่มค้าปลีก
หุ้นในกลุ่มค้าปลีกในปีที่ผ่านมานับว่าสดใสมากทีเดียว เพราะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 74% สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปัจจัยที่สนับสนุนการปรับขึ้นของราคาหุ้นมาจากเศรษฐกิจในประเทศในปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ทำให้กลายเป็น Theme ของการเล่นหุ้นในปีที่ผ่านมา ทั้งของตลาดหุ้นไทยและอีกหลายๆ ในเอเชีย ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้ก็เติบโตสูงเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นๆ โดยกำไรสุทธิในงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 เติบโต 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าทั้งปี 2555 น่าจะเติบโตได้ 28% เช่นเดียวกับในปี 2556 นี้ ที่ FSS ก็คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 28% เช่นกัน แต่เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาวิ่งขึ้นถึง 74% เท่ากับวิ่งแซงหน้ากำไรไป 2 ปีล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับ Theme การลงทุนในปีนี้ที่เปลี่ยนจาก “การบริโภคในประเทศ” เป็น “การลงทุนในประเทศ” ทำให้ FSS มองว่าหุ้นในกลุ่มค้าปลีกไม่น่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเหมือนปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภท “ลงทุนยาว” มีต้นทุนต่ำ การถือหุ้นต่อไม่เสียหายอะไร เพราะบริษัทเหล่านี้ก็ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งไปไม่ต่ำกว
หุ้นในกลุ่มค้าปลีกในปีที่ผ่านมานับว่าสดใสมากทีเดียว เพราะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 74% สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปัจจัยที่สนับสนุนการปรับขึ้นของราคาหุ้นมาจากเศรษฐกิจในประเทศในปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ทำให้กลายเป็น Theme ของการเล่นหุ้นในปีที่ผ่านมา ทั้งของตลาดหุ้นไทยและอีกหลายๆ ในเอเชีย ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้ก็เติบโตสูงเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นๆ โดยกำไรสุทธิในงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 เติบโต 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าทั้งปี 2555 น่าจะเติบโตได้ 28% เช่นเดียวกับในปี 2556 นี้ ที่ FSS ก็คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 28% เช่นกัน แต่เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาวิ่งขึ้นถึง 74% เท่ากับวิ่งแซงหน้ากำไรไป 2 ปีล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับ Theme การลงทุนในปีนี้ที่เปลี่ยนจาก “การบริโภคในประเทศ” เป็น “การลงทุนในประเทศ” ทำให้ FSS มองว่าหุ้นในกลุ่มค้าปลีกไม่น่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเหมือนปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภท “ลงทุนยาว” มีต้นทุนต่ำ การถือหุ้นต่อไม่เสียหายอะไร เพราะบริษัทเหล่านี้ก็ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งไปไม่ต่ำกว่า 3 ปี เพียงแต่ถ้าจะซื้อเพิ่ม หรือเพิ่งเข้ามาใหม่ เห็นจะต้องเลือกให้ถูกตัวและถูกจังหวะ
nตอกย้ำการขยายความเป็นเมืองสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น
การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในปีนี้ยังขยายตัวได้ต่อ ปัจจัยหนุนคือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รายได้เกษตรกรที่ยังอยู่ในระดับสูงจากนโยบายของภาครัฐ และมีโอกาสเกิดภัยแล้งในปีนี้ รวมถึงการปรับขั้นบันไดในการเสียภาษีบุคคลธรรมดาให้ถี่ขึ้น แต่การเติบโตจากนี้ไปจะขยายตัวไปยังพื้นที่นอกกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะเห็นว่าในช่วง 3–4 ปีมานี้ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ลดลงเหลือ 3% จากก่อนหน้าที่เคยเติบโตเฉลี่ย 8% สวนทางกับการเติบโตของภาคต่างๆ เช่น ภาคกลาง ที่ไม่รวมกรุงเทพฯ กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็นเกือบ 7% หรือภาคตะวันออก ที่แม้จะลดลงจาก 9.5% เหลือ 8% แต่อัตราการลดลงก็ช้ากว่าของกรุงเทพฯ อย่างมาก ทั้งนี้สอดคล้องกับแผนของทุกบริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่เน้นขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด โดย ณ ปี 2555 สัดส่วนสาขากรุงเทพฯ : ต่างจังหวัด ของทุกบริษัทในกลุ่มนี้เป็น 45 : 55 และคาดว่าสัดส่วนจะเปลี่ยนไปเป็น 38 : 62 ในปี 2559
‘โกอินเตอร์’ เทรนด์ยอดฮิตกลุ่มค้าปลีก
ปัจจุบันทุกบริษัทในกลุ่มค้าปลีกต่างเร่งศึกษาการลงทุนในอาเซียน โดย BJC เป็นบริษัทแรกในกลุ่มที่เริ่มรับรู้รายได้จากการลงทุนในต่างประเทศแล้ว ตามมาด้วย HMPRO ที่เริ่มเห็นความชัดเจนการลงทุนในมาเลเซีย คาดว่าจะเริ่มรู้รายได้เร็วสุดคือ ปี 2557 รวมถึง CPALL ที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตลงทุนเปิดร้าน 711 ในจีนและเวียดนาม คาดว่าน่าจะได้เห็นข้อสรุปภายใน 1–2 ปีนี้ ส่วน BIGC และ MAKRO ได้รับใบอนุญาตลงทุนในลาวและเวียดนามแล้ว ตามลำดับ ยกเว้น GLOBAL ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการลงทุนต่างประเทศ เพียงแต่เป็นแผนระยะยาว ภายหลังร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ คือ SCC (SCC ถือหุ้น GLOBAL 31%)
ลดน้ำหนักการลงทุนของกลุ่ม แต่ยังชอบ CPALL ที่สุด
นักวิเคราะห์ของ FSS คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มค้าปลีกในปี 2556–2558 จะเติบโตได้เฉลี่ย 21.7% ต่อปี นำโดย GLOBAL (+42.3%) จากการจับมือกับพันธมิตรใหม่ที่แข็งแกร่งอย่าง SCC รองมาคือ CPALL (+22.3%) BJC (+22%) MAKRO (+21.9%) HMPRO (+19.8%) และ BIGC (+19.4%) แม้ว่าเราจะชื่นชอบการเติบโตของทุกบริษัทในกลุ่มค้าปลีก แต่เราปรับลดน้ำหนักการลงทุนเป็น Neutral จากเดิม Overweight เพราะราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาเร็ว จนทำให้มี PE เฉลี่ยสูงถึง 30 เท่า และ PE to Growth 1.05 เท่า ถือว่าค่อนข้างแพง อย่างไรก็ตาม FSS ชอบ CPALL มากสุดในกลุ่ม เนื่องจากมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งสุด ไม่มีภาระหนี้ที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยจ่ายเลย และครองตำแหน่งบริษัทที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือสูงสุดในกลุ่มค้าปลีกและภูมิภาคที่ระดับ 39.4% และจัดเป็นบริษัทที่มีความพร้อมในการขยายสาขาไปต่างหวัดมากสุดบริษัทหนึ่งในกลุ่ม ด้วยราคาพื้นฐานปีนี้ที่ 51 บาท ยังมี Upside มากสุดในกลุ่ม จึงเป็นหุ้นที่เราเลือกเป็น Top Pick ในกลุ่มนี้







