
โซเชียลมีเดีย สื่อสังคม สร้างพลังงาน คาดการณ์อนาคต
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้จัดสัมมนาสาธารณะเรื่อง “โซเชียลมีเดีย ทำให้โลกของคนไทยกว้างขึ้นหรือแคบลง” ซึ่งมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงการใช้สื่อสังคม โซเชียลมีเดีย ในการแสดงบทบาท จุดยืนเพื่อเรียกร้อยงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่ชัดเจนดังปรากฏการณ์ล่าสุดละครเหนือเมฆ 2 ที่สร้างกระแสการประท้วงเพื่อให้นำกลับมาออกอากาศใหม่ แม้แต่ในประเทศจีนก็มีการประท้วงเพื่อเรียกร้องต่อประเด็นการเปิดเสรีภาพข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้จัดสัมมนาสาธารณะเรื่อง “โซเชียลมีเดีย ทำให้โลกของคนไทยกว้างขึ้นหรือแคบลง” ซึ่งมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงการใช้สื่อสังคม โซเชียลมีเดีย ในการแสดงบทบาท จุดยืนเพื่อเรียกร้อยงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่ชัดเจนดังปรากฏการณ์ล่าสุดละครเหนือเมฆ 2 ที่สร้างกระแสการประท้วงเพื่อให้นำกลับมาออกอากาศใหม่ แม้แต่ในประเทศจีนก็มีการประท้วงเพื่อเรียกร้องต่อประเด็นการเปิดเสรีภาพข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างมีเป้าหมายจะทำให้โลกทัศน์กว้างขึ้น ยิ่งนำมาใช้ในเชิงธุรกิจ การเข้าถึงความต้องการของประชาชน การใช้เพื่อเป็นการสื่อสารการตลาด การสร้างความต้องการในกลุ่มผู้บริโภค จัดเป็นสื่อที่มีศักยภาพสูง ซึ่งตลาดดอทคอมนำมาใช้แล้ว โดย 11% ของรายได้ตลาดดอทคอมมาจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก
นอกจากนี้ หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์กผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ อาจทำให้สามารถคาดการณ์อนาคต เช่น สินค้าหรือบริการใดจะเป็นที่นิยม เพราะสิ่งที่ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กนำเสนอ 86% เป็นเรื่องของตัวเอง และการมีเพื่อนบนโลกสังคมออนไลน์มากกว่าโลกที่แท้จริง ทำให้สิ่งเหล่านั้นเผยแพร่ออกไปเร็วและกว้าง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะสามารถคาดการณ์ผลในอนาคตได้ใกล้เคียง เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ อาจจะคาดเดาจากความถี่ในการกล่าวถึงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นได้
ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ประกาศข่าวและบรรณาธิการข่าวอาเซียน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้นในประเทศไทยดังเช่นกรณีเหนือเมฆนั้น อาจจะเป็นเพียงกระแสชั่วคราวหรือไม่ ต้องรอดูว่าชาวเน็ตมีพลังในการนำเสนอต่อเนื่องมากแค่ไหน สามารถเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องสุดท้ายก็จะจบไป
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กมีผลในการเพิ่มพลังสื่อภาคพลเมืองมากขึ้น ทั้งในการนำเสนอข้อมูลโดยตรงถึงกัน เช่น การทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ และมีการรีทวีตเพื่อเผยแพร่ในวงกว้างและรวดเร็ว ขณะที่สื่อกระแสหลักต้องใช้เวลา หรือเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนบางด้าน ซึ่งหากสื่อกระแสหลักไม่ปรับตัว เท่ากับถูกลดพลังลง และประเด็นดังกล่าวได้เริ่มต้นไปแล้ว
สฤณี อาชวานันทกุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กมีส่วนสร้างบรรทัดฐานสังคมใหม่ให้เกิดขึ้น การถกเถียงที่เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ หากใช้เวลามากพออาจนำไปสู่บทสรุปที่เป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนปฏิบัติร่วมกันได้
“สื่อมวลชนต้องใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการยกระดับการนำเสนอและเผยแพร่ข่าวให้มีคุณภาพมากขึ้น” สฤณี กล่าว
โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร จีเอ็ม กล่าวว่า ในโลกสื่อสังคมออนไลน์มี 2 ทฤษฎีหลัก คือ ฟิลเตอร์ บับเบิล หรือการคัดกรองเนื้อหา ส่วนหนึ่งเท่ากับเป็นการบิดเบือนข้อมูลที่ควรมาถึงผู้รับสารโดยกระบวนการคัดกรอง ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า ข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองแล้วนั้น ได้นำไปสู่ความรู้ที่กว้างขึ้นหรือแคบลง เช่น การค้นหาข้อมูลในกูเกิล จากข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาล สุดท้ายกลับไม่ได้ข้อมูลใหม่ๆ แต่ได้รับข้อมูลที่เรารู้อยู่เดิมแล้ว
ทฤษฎีต่อมา คือ เอคโค เชมเบอร์ หรือเสียงสะท้อนจากการนำเสนอข้อมูล โดยโซเชียลเน็ตเวิร์กเปิดโอกาสให้ผู้ใช้กลายเป็นผู้ส่งข้อมูลออกไปสู่โลกกว้าง เกิดกลุ่มที่มีความคิดคล้ายกัน เห็นด้วยในทางเดียวกัน เกิดการรวมกลุ่มและปฏิเสธความแตกต่าง ซึ่งทางออกคือ ต้องรู้จักตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับเพื่อคัดแยกความคิดเห็นและข้อเท็จจริงออกจากกันก่อนจะนำเสนอข้อมูลต่อไป เพื่อทำให้โซเชียลเน็ตเวิร์กสร้างความรู้ให้กว้างขึ้น
สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและสร้างให้เกิดความต้องการอยากแชร์ข้อมูลแบบเดี๋ยวนั้นทันที เห็นได้จากการนำเสนอข้อมูล รูปภาพ กันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นกระบวนการที่ทำให้ข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นต้องมีวิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อความเหล่านั้นด้วย อีกทั้งยังมีการใช้งานเพื่อโยนหินถามทาง เปิดประเด็นหรือรณรงค์ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถือเป็นสื่อที่มีต้นทุนต่ำที่สุดแต่ได้ผลในวงกว้าง
กระบวนการดังกล่าวสามารถพัฒนามาเป็นกระบวนการตรวจสอบทางสังคม ที่แม้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ และจบไป แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่กระบวนการตรวจสอบทางสังคมในเรื่องอื่นๆ แม้ว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างน้อยจะเป็นการเรียกร้องให้ต้องออกมาชี้แจงต่อสังคม







